วันที่ 19 ก.ค. 2559 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการปฏิรูปกระบวนการทำงานในส่วนต่างๆ ของตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 10 ประเด็น และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาทั้ง 3 ช่วง คือในระยะเร่งด่วน 1 ปี ระยะกลาง 5 ปี และระยะยาว 20 ปี โดยทั้งหมดนี้ เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธาน ก.ตร.

153

File 7-19-2559 BE, 14 04 53

วันที่ 19 ก.ค. 2559 ตำรวจเร่งปฏิรูปองค์กรทั้งระบบ / ผบ.ตร. คาดโทษย้ายแน่หากไม่สนองนโยบาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 19 ก.ค.2559 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการปฏิรูปกระบวนการทำงานในส่วนต่างๆ ของตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 10 ประเด็น และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาทั้ง 3 ช่วง คือในระยะเร่งด่วน 1 ปี ระยะกลาง 5 ปี และระยะยาว 20 ปี โดยทั้งหมดนี้ เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธาน ก.ตร. ที่ต้องการเห็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของตำรวจและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การให้บริการประชาชน และการอำนวยความยุติธรรมในระดับสถานีตำรวจ
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปว่ามีอยู่ 10 ประเด็น ประกอบด้วยการปรับปรุงการบริหารงานบุคคล การกระจายอำนาจการปฏิบัติงาน การพัฒนาระบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย ค่าตอบแทนและสวัสดิการ การจัดหาอุปกรณ์ประจำกายและประจำหน่วยที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน การป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการทำงานร่วมกับท้องถิ่น การจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยเหลืองานด้านการอำนวยความยุติธรรม การสรรหาและฝึกอบรมข้าราชการตำรวจให้มีความพร้อมในการทำงาน และการถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่งานในหน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ พล.ต.อ.พงศพัศ ยืนยันว่า การปฏิรูปในทุกประเด็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน โดยมีแนวทางและขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจนอยู่แล้ว ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนขอยืนยันว่า ท่าน ผบ.ตร. ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้วในการประชุมเชิงปฏิบัติการต่อหน้าหัวหน้าหน่วยในทุกระดับที่เกี่ยวข้องว่า หากพบว่าหัวหน้าหน่วยคนใดไม่ดำเนินการตามแนวทางและกรอบระยะเวลาของการปฏิรูปที่กำหนดไว้ จะพิจารณาข้อบกพร่อง และหากจำเป็นก็จะพิจารณาโยกย้ายพร้อมทั้งสรรหาผู้อื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน เนื่องจากการปฏิรูปเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในทุกๆ ประเด็น
ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายที่ยังคงมีข่าวเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งมาโดยตลอด พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่มีใครนิ่งนอนใจและเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลอยู่แล้ว ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการจัดทำกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2559 ขึ้นมาใหม่ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้เส้นทางการเจริญเติบโตของข้าราชการตำรวจในทุกระดับและทุกสายงานมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนการแต่งตั้งในระดับผู้บังคับหมู่ถึงรองสารวัตรที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และถือเป็นกำลังพลส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชน ท่าน ผบ.ตร. ก็ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้กลับไปทำงานในภูมิลำเนาหรือใกล้ภูมิลำเนาให้มากที่สุด ซึ่งนอก จากจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแล้ว ยังจะช่วยให้การทำงานมีความผูกพันกับพื้นที่และประชาชนมากขึ้นด้วย
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการปฏิรูปการทำงานของพนักงานสอบสวนในระดับสถานีตำรวจ พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า “ในขณะนี้ได้จัดให้มีพนักงานสอบสวนอย่างเพียงพอต่อการรับแจ้งและเสร็จสิ้นในจุดเดียวจำนวน 500 สถานีตำรวจทั่วประเทศ โดยมีการบูรณาการการทำงานของพนักงานสอบสวน ฝ่ายสืบสวน และฝ่ายสนับสนุน ทั้งนี้ เพื่อให้การสอบสวนอำนวยความยุติธรรมในเบื้องต้นเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และเท่าเทียมอย่างแท้จริง มีการฝึกอบรมพนักงานสอบสวนอย่างต่อเนื่อง มีผู้บังคับบัญชาคอยควบคุมกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องหรือความเสียหาย ซึ่งจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนโดยทั่วไปดังเช่นหลายๆคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้”

แบ่งปัน