ปฏิรูปองค์กรตำรวจ 10 ด้าน / รองรับรัฐธรรมนูญใหม่ 3 มาตรา สภ.เมืองชลบุรี 28 ส.ค.2559 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. หัวหน้าคณะทำงาน และ พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผบช.สพฐ.ตร. เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูประบบงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ที่ สภ.เมืองชลบุรี มี พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผกก. บรรยายสรุปความคืบหน้าในการดำเนินการ ซึ่งพบว่า ได้มีการปรับระบบงานสอบสวนและรับแจ้งความเป็นทีมบูรณาการเรียบร้อยแล้ว โดยมีหัวหน้าพนักงานสอบสวน ทำหน้าที่บริหารคดี พร้อมทีมงานทุกฝ่าย และมีเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุอยู่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยว่า สถานีตำรวจทั่วประเทศ 514 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนี้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงานและกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 มีสถานีตำรวจที่จะต้องปฏิรูปทั้งหมด 65 แห่ง และ สภ.เมืองชลบุรี ถือเป็นโรงพักแห่งแรกในพื้นที่ภาค 2 ที่มีชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุอยู่ประจำ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร ที่ต้องการเห็นชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุไปถึงที่เกิดเหตุด้วยความรวดเร็ว การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นไปด้วยความรอบคอบและมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น พล.ต.อ.พงศพัศ ยังได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว กรณีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำลังจะประกาศใช้ ซึ่งได้กำหนดให้มีการปฏิรูปตำรวจด้วยว่า ในเรื่องนี้ ท่าน ผบ.ตร.ได้มีการเตรียมการมาโดยตลอด โดยก่อนที่จะมีการกำหนดแนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้ง 10 ด้านขึ้น ก็ได้มีการนำเนื้อหาจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในหมวดการปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ข้อ ง. ที่ได้กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมรวม 4 ด้าน มาพิจารณาอย่างรอบคอบ และได้กำหนดกระบวนการต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนในแนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้ง 10 ด้าน ซึ่งในระหว่างนี้ แม้จะยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ ท่าน ผบ.ตร. ก็ได้เร่งรัดและดำเนินการปฏิรูปตามแนวทางทั้ง 10 ด้านอย่างเต็มที่ โดยเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 259 ที่ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการปฏิรูปโดยอาศัยหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่แล้วไปพลางก่อน สำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 260 ได้กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่อเข้ามาดำเนินการตามกรอบของ มาตรา 258 ง.(๔) ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจ และการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในมิติต่างๆ ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จใน 1 ปี นั้น พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ท่าน ผบ.ตร. ก็ได้ริเริ่มดำเนินการมาแล้วในหลายส่วนด้วยกัน และอยู่ในกรอบของการปฏิรูปองค์กรตำรวจที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะในด้านการบริหารงานบุคคลและเส้นทางการเจริญเติบโต ด้านการกระจายอำนาจและพัฒนาการบริหารงานตำรวจ และ ด้านการถ่ายโอนภารกิจ โดยเชื่อว่าหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่แล้ว รัฐบาลคงจะตั้งคณะกรรมการคณะดังกล่าวขึ้นโดยเร็ว โดยในส่วนของ ท่าน ผบ.ตร. ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการคณะนี้ ก็คงจะได้นำเสนอแนวทางและข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับความคืบหน้าของการปฏิรูปองค์กรตำรวจให้คณะกรรมการได้รับทราบและร่วมกันพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยขอยืนยันว่า ทั้ง ท่าน ผบ.ตร. และตำรวจทุกนายในทุกระดับและในทุกหน่วยงาน ต่างก็พร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจในการดำเนินการอย่างเต็มที่ในทุกๆ เรื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิรูปองค์กรตำรวจเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และเป็นไปเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป สำหรับความคืบหน้าการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้ง 10 ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก ผู้ช่วย ผบ.ตร. ทั้ง 10 ท่าน ที่ควบคุมดูแลการปฏิรูปแต่ละด้านว่า มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามแผนงานและขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดไว้ ซึ่งอีกไม่นานสังคมจะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน การบังคับใช้กฎหมาย การให้บริการแก่ประชาชน รวมทั้งขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจโดยรวม “การเดินทางไปสถานีตำรวจของพี่น้องประชาชน จะได้รับความสะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่จอดรถ ห้องน้ำ ทางลาด สถานที่รับแจ้งความ และหากเป็นงานธุรการทั่วไป เช่น แจ้งเอกสารหาย เสียค่าปรับ หรือแจ้งเหตุเดือดร้อนต่างๆ จะได้รับการบริการที่รวดเร็ว ส่วนเรื่องของการรับแจ้งความและสอบสวนก็จะมีทีมพนักงานสอบสวนบูรณาการอยู่ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วนทุกฝ่าย มีพนักงานพนักงานสอบสวนหัวหน้าทีมคอยควบคุมดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด การออกไประงับเหตุการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และการเก็บรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็จะเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครบถ้วนมากขึ้น ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องทางคดีก็จะได้รับการแจ้งยืนยันความคืบหน้าต่างๆ ของการดำเนินการให้ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง” ——————————–

1376

photo-8-28-2559-be-12-51-29

ปฏิรูปองค์กรตำรวจ 10 ด้าน / รองรับรัฐธรรมนูญใหม่ 3 มาตรา สภ.เมืองชลบุรี 28 ส.ค.2559 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. หัวหน้าคณะทำงาน และ พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผบช.สพฐ.ตร. เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูประบบงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ที่ สภ.เมืองชลบุรี มี พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผกก. บรรยายสรุปความคืบหน้าในการดำเนินการ ซึ่งพบว่า ได้มีการปรับระบบงานสอบสวนและรับแจ้งความเป็นทีมบูรณาการเรียบร้อยแล้ว โดยมีหัวหน้าพนักงานสอบสวน ทำหน้าที่บริหารคดี พร้อมทีมงานทุกฝ่าย และมีเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุอยู่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยว่า สถานีตำรวจทั่วประเทศ 514 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนี้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงานและกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 มีสถานีตำรวจที่จะต้องปฏิรูปทั้งหมด 65 แห่ง และ สภ.เมืองชลบุรี ถือเป็นโรงพักแห่งแรกในพื้นที่ภาค 2 ที่มีชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุอยู่ประจำ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร ที่ต้องการเห็นชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุไปถึงที่เกิดเหตุด้วยความรวดเร็ว การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นไปด้วยความรอบคอบและมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น พล.ต.อ.พงศพัศ ยังได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว กรณีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำลังจะประกาศใช้ ซึ่งได้กำหนดให้มีการปฏิรูปตำรวจด้วยว่า ในเรื่องนี้ ท่าน ผบ.ตร.ได้มีการเตรียมการมาโดยตลอด โดยก่อนที่จะมีการกำหนดแนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้ง 10 ด้านขึ้น ก็ได้มีการนำเนื้อหาจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในหมวดการปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ข้อ ง. ที่ได้กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมรวม 4 ด้าน มาพิจารณาอย่างรอบคอบ และได้กำหนดกระบวนการต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนในแนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้ง 10 ด้าน ซึ่งในระหว่างนี้ แม้จะยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ ท่าน ผบ.ตร. ก็ได้เร่งรัดและดำเนินการปฏิรูปตามแนวทางทั้ง 10 ด้านอย่างเต็มที่ โดยเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 259 ที่ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการปฏิรูปโดยอาศัยหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่แล้วไปพลางก่อน สำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 260 ได้กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เพื่อเข้ามาดำเนินการตามกรอบของ มาตรา 258 ง.(๔) ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจ และการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในมิติต่างๆ ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จใน 1 ปี นั้น พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ท่าน ผบ.ตร. ก็ได้ริเริ่มดำเนินการมาแล้วในหลายส่วนด้วยกัน และอยู่ในกรอบของการปฏิรูปองค์กรตำรวจที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะในด้านการบริหารงานบุคคลและเส้นทางการเจริญเติบโต ด้านการกระจายอำนาจและพัฒนาการบริหารงานตำรวจ และ ด้านการถ่ายโอนภารกิจ โดยเชื่อว่าหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่แล้ว รัฐบาลคงจะตั้งคณะกรรมการคณะดังกล่าวขึ้นโดยเร็ว โดยในส่วนของ ท่าน ผบ.ตร. ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการคณะนี้ ก็คงจะได้นำเสนอแนวทางและข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับความคืบหน้าของการปฏิรูปองค์กรตำรวจให้คณะกรรมการได้รับทราบและร่วมกันพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยขอยืนยันว่า ทั้ง ท่าน ผบ.ตร. และตำรวจทุกนายในทุกระดับและในทุกหน่วยงาน ต่างก็พร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจในการดำเนินการอย่างเต็มที่ในทุกๆ เรื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิรูปองค์กรตำรวจเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และเป็นไปเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป สำหรับความคืบหน้าการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้ง 10 ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก ผู้ช่วย ผบ.ตร. ทั้ง 10 ท่าน ที่ควบคุมดูแลการปฏิรูปแต่ละด้านว่า มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามแผนงานและขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดไว้ ซึ่งอีกไม่นานสังคมจะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน การบังคับใช้กฎหมาย การให้บริการแก่ประชาชน รวมทั้งขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจโดยรวม “การเดินทางไปสถานีตำรวจของพี่น้องประชาชน จะได้รับความสะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่จอดรถ ห้องน้ำ ทางลาด สถานที่รับแจ้งความ และหากเป็นงานธุรการทั่วไป เช่น แจ้งเอกสารหาย เสียค่าปรับ หรือแจ้งเหตุเดือดร้อนต่างๆ จะได้รับการบริการที่รวดเร็ว ส่วนเรื่องของการรับแจ้งความและสอบสวนก็จะมีทีมพนักงานสอบสวนบูรณาการอยู่ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วนทุกฝ่าย มีพนักงานพนักงานสอบสวนหัวหน้าทีมคอยควบคุมดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด การออกไประงับเหตุการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และการเก็บรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็จะเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครบถ้วนมากขึ้น ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องทางคดีก็จะได้รับการแจ้งยืนยันความคืบหน้าต่างๆ ของการดำเนินการให้ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง” ——————————–

photo-8-28-2559-be-12-48-22 photo-8-28-2559-be-12-48-18 photo-8-28-2559-be-12-48-15 photo-8-28-2559-be-12-48-11

แบ่งปัน