ประวัติพิพิธภัณฑ์ตำรวจ

     พ.ศ. ๒๔๗๓ กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ตำรวจเป็นครั้งแรก โดยให้ขึ้นกับกรมตำรวจภูบาล  มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมวัตถุของกลางที่คนร้ายใช้ในการกระทำ ความผิดทุกชนิด เพื่อให้ข้าราชการตำรวจทั่วไปหรือพนักงานสอบสวนใช้ศึกษาค้นคว้า ครั้นเมื่อเก็บรวบรวมวัตถุเพิ่มมากขึ้น จึงได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ตำรวจไปโดยปริยาย ในเวลาต่อมา จึงได้วางหลักเกณฑ์ในการเก็บรักษาวัตถุซ้ำๆกัน และได้ตราเป็นหนังสือตราน้อยที่ ๗๕/๘๒๗๐ ลง ๑๑ ต.ค. ๒๔๗๓ ไว้เป็นทางปฏิบัติสำหรับการเก็บดูแลรักษา วัตถุของกลางในสมัยนั้นเก็บรักษาไว้ที่กองพลาธิการ และมีสถานที่ทำการจริงอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย

      พ.ศ. ๒๔๗๕ ตามประกาศของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๑๗ พ.ย. ๒๔๗๕ เรื่อง ให้จัดแบ่งแผนกงานย่อยของกรมตำรวจ โดยแบ่งแผนกงานออกเป็น ๔ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ เป็นกองบังคับการ ส่วนที่ ๒ เป็นตำรวจนครบาล ส่วนที่ ๓ เป็นตำรวจสันติบาล ส่วนที่ ๔ เป็นตำรวจภูธร เฉพาะส่วนที่๓ นั้น ให้กรมตำรวจภูบาล ตำรวจกองพิเศษ และตำรวจภูธรกลาง เป็นตำรวจสันติบาล และให้พิพิธภัณฑ์ตำรวจ โอนเข้าในสังกัดกองตำรวจสันติบาล (ประชุม ก.ม. ประจำศก เล่ม ๔๕ หน้า ๒๖๙ – ๓๘๗ พ.ศ. ๒๔๗๕)

      พ.ศ. ๒๔๘๔ แผนกพิพิธภัณฑ์ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นแผนกที่ ๕ กองวิทยาการ ตาม พ.ร.ฎ. จัดวางระเบียบราชการสำนักงานและ กรมในกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ๕) ลง ๑๐ ก.พ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖ โดยเรียกชื่อใหม่ว่า แผนกพิพิธภัณฑ์อบรมและค้นคว้าความรู้ในทางวิชาการ ตำรวจและย้ายที่ทำการไปที่อาคาร ๔ กรมตำรวจ ถนนพระราม ๑ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ใน ขณะนั้นยังไม่มีการเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าชมแต่อย่างใด

     พ.ศ. ๒๔๙๑ แผนกพิพิธภัณฑ์อบรมและค้นคว้าความรู้ในทางวิชาการตำรวจ ถูกโอนสังกัดไปแผนกที่ ๕ กองกำกับการ ๑ กองบังคับการ สอบสวนกลางตาม พ.ร.ฎ. ระเบียบ ตร. กระทรวงมหาดไทย ลง ๒๙ ส.ค.๒๔๙๑ และเปลี่ยนชื่อเป็นแผนกพิพิธภัณฑ์ทางคดี (กม. ประจำศก เล่มที่ ๖๑ หน้า ๔๕๐ – ๔๕๖ พ.ศ. ๒๔๙๑)

     พ.ศ. ๒๔๙๕ แผนกพิพิธภัณฑ์ทางคดีได้ย้ายสังกัดไปแผนกที่ ๒ กองกำกับการ ๒ กองพิเศษ และได้รวมงานของแผนกของหายได้คืนไว้ เป็นแผนกเดียวกัน เรียกชื่อใหม่ว่า แผนกพิพิธภัณฑ์ทางคดีและของหายได้คืน (ตามระเบียบ ตร. ลง ๘ พ.ค. ๒๔๙๕)

     พ.ศ. ๒๔๙๖ แผนกพิพิธภัณฑ์ทางคดีและของหายได้คืนได้ย้ายสังกัดไปแผนกที่ ๔ กองกำกับการ ๑ กองวิทยาการ โดยรวมกิจการกอง บังคับการกองพิเศษกับ กองบังคับการ กองวิทยาการเข้าเป็นกองเดียวกัน เรียกว่า กองบังคับการกองวิทยาการ และได้ย้ายสถานที่ทำการไปรวมกับ กองทะเบียนรถยนต์ ณอาคารชั้นล่างใกล้กับสนามมวย เวทีราชดำเนิน ถนนราชดำ เนินกลาง เขตป้อมปราบ กรุงเทพฯ ซึ่งสถานที่มีความเหมาะสม สามารถรองรับ วัตถุของกลางที่เพิ่มได้เป็นจำนวนมาก กรมตำรวจจึงกระทำพิธีเปิด อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๓ ต.ค. ๒๔๙๖ ซึ่งตรงกับวัน ตำรวจโดยพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธานในพิธี ปรากฏว่ามีนิสิต นักศึกษา ประชาชน สนใจเข้าชมเป็นจำนวนมากทุกวัน

     พ.ศ. ๒๔๙๘ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตราข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ที่ ๓/๒๔๙๘ ลง ๒๙ ต.ค. ๒๔๙๘ เรื่องเกี่ยวกับ การส่งวัตถุของกลางในคดีอาญา ไปเก็บเป็นพิพิธภัณฑ์ตำรวจและได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์เขตขึ้นใหม่ รวม๙ เขต มีสถานที่ตั้งอยู่ในสังกัดกองกำกับการ วิทยาการเขต ของแต่ละภาคทั่วราชอาณาจักร และพร้อมกันนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นแผนกพิพิธภัณฑ์ ทางคดี

     พ.ศ. ๒๔๙๙ วันที่ ๑๑ เม.ย. ๒๔๙๙ กรมตำรวจได้ออกคำสั่งย้ายแผนกพิพิธภัณฑ์ทางคดี ไปอยู่ที่กองวิทยาการ กรมตำรวจ ปทุมวัน ถนนพระราม ๑ กรุงเทพฯ เนื่องจากที่เดิมต้องการใช้เป็นสถานที่ทำการของ สปอ. (ซีอาโต)เพื่อความสะดวกในการเก็บรักษาวัตถุพิพิธภัณฑ์และรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการบริหารงานให้เกิดความถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงได้แบ่งลักษณะงานพิพิธภัณฑ์ ออกเป็น ๒ ประเภท คือ

     ๑. พิพิธภัณฑ์ตำรวจเกี่ยวกับคดี ได้แก่ วัตถุพิพิธภัณฑ์ซึ่งเกี่ยวกับคดีอาญาทุกชนิด เมื่อศาลตัดสินคดีถึงที่สุดแล้วจึงเก็บภาพหรือวัตถุ ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ หากภาพหรือ วัตถุนั้น พิจารณาแล้วไม่เป็นผลดีและเป็นตัวอย่างในทางไม่สมควรหรือไม่เหมาะสม ก็จะไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม แต่จะให้ข้าราชการตำรวจหรือผู้มีหน้าที่ ฝ่ายปราบปรามของ หน่วยงานต่างๆ หรือ พนักงานสอบสวนโดยตรงเท่านั้นเข้าชมและศึกษาหาความรู้ได้

     ๒.พิพิธภัณฑ์ไม่เกี่ยวกับคดี ได้แก่ วัตถุพิพิธภัณฑ์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญาทุกชนิด เช่น ประวัติความเป็นมาในการจัดตั้งกรมตำรวจ ประวัติอธิบดีกรมตำรวจ วิวัฒนาการ การแต่งเครื่องแบบตำรวจสมัยต่างๆ เครื่องหมายยศ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ จะจัดแสดงเปิดให้ ข้าราชการทุกฝ่ายและประชาชนเข้าชมศึกษา ค้นคว้า ไม่ถือว่าเป็นเรื่องปกปิดแต่อย่างใด

     การบริหารงานในขณะนั้นมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ และ พล.ต.ต.เยื้อน ประภาวัต เป็นหัวหน้ากองวิทยาการ ได้ทำการปรับปรุงลักษณะงาน พิพิธภัณฑ์ ให้เจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก เช่น จัดแสดงงานอาชญากรรมที่บริเวณกรมตำรวจ ปทุมวัน กรุงเทพฯ จัดนิทรรศการที่จังหวัดเชียงใหม่ ประกวดภาพถ่ายเกี่ยวกับคดี อาชญากรรมทุกประเภท และภาพวิวัฒนาการทั่วไปไม่เกี่ยวกับคดีแล้วรวบรวมภาพ เหล่านั้นไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ตำรวจ เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าชมศึกษาหาความรู้ต่อไป

     พ.ศ. ๒๕๐๓ พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๐๓ แบ่งหน่วยงานกองวิทยาการกรมตำรวจ ออกเป็น ๒ กอง คือ กองพิสูจน์หลักฐาน และ กองทะเบียนประวัติอาชญากร ในส่วนราชการนี้กรมตำรวจได้กำหนดให้แผนกพิพิธภัณฑ์ทางคดี ขึ้นสังกัดอยู่ในกองกำกับการ ๑ กองทะเบียนประวัติ อาชญากร

     พ.ศ. ๒๕๐๖ กรมตำรวจออกคำสั่ง ที่ ๓๐/๒๕๐๖ ลง ๒๗ ส.ค. ๒๕๐๖ ปรับปรุงแก้ไขลักษณะงานงานว่าด้วยการส่งวัตถุของกลางในคดี อาญาไปเก็บเป็นพิพิธภัณฑ์ และเปลี่ยนชื่อ เป็นแผนกพิพิธภัณฑ์ตำรวจมาจนทุกวันนี้ โดยให้ขึ้นกับกองกำกับการ ๑ กองทะเบียนประวัติอาชญากร ตามเดิม และมีสถานที่ตั้ง ณ อาคาร ๑๘ กรมตำรวจ ถนนพระราม ๑ ปทุมวัน กรุงเทพฯ

     พ.ศ. ๒๕๐๘ พระราชกฤษฎีกาแบ่งราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๐๘ กำหนดหน้าที่ของกองทะเบียนประวัติ อาชญากร และแผนกพิพิธภัณฑ์ ตำรวจ ลง ๒๗ ส.ค. ๒๕๐๘ กำหนดลักษณะงานไว้ ๔ หมวด คือ หมวดพิพิธภัณฑ์ทางคดี  หมวดค้นคว้า  หมวด วิวัฒนาการ และหมวดควบคุมพิพิธภัณฑ์เขต สำหรับหมวด ควบคุมพิพิธภัณฑ์เขต มีหน้าที่จัดหา วัตถุของกลางทั้งเกี่ยวกับคดีและไม่เกี่ยวกับคดี ส่งไปเก็บดูแล รักษาในพิพิธภัณฑ์เขตซึ่งตั้งอยู่ในสังกัดแผนกสถิติคดีอาญา และพิพิธภัณฑ์ ทางคดี กองกำกับการ วิทยาการ กองบังคับการภูธร ๑ – ๑๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามของหน่วยงานอื่นและประชาชนศึกษา ค้นคว้าหาความรู้

     พ.ศ. ๒๕๑๗ กรมตำรวจได้แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ ตร. ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๑๗ ลง ๒๗ ธ.ค. ๒๕๑๗ ว่าด้วยการส่งวัตถุของกลาง คดีอาญาและวัตถุอื่นๆ บางอย่าง ไปเก็บเป็น พิพิธภัณฑ์ตำรวจและยกเลิกความในข้อ ๓ ของประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๕๗ สรุปสาระสำคัญได้ว่าแต่เดิมให้ส่งบัญชีวัตถุ ของกลาง ทุกวันที่ ๕ ของเดือนใหม่ทุก เดือน เปลี่ยนเป็น ๓ เดือนให้ส่ง ๑ ครั้ง ทั้งนี้เพื่อมิให้ได้ วัตถุสิ่งของที่ซ้ำกันมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ไม่มีสถานที่เก็บรักษา และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย โดยไม่จำเป็น

     พ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อวันที่ ๒๐ มี.ค. ๒๕๓๓ พิพิธภัณฑ์ตำรวจได้ย้ายจากอาคาร ๑๘ กรมตำรวจ ถนนพระราม ๑ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ไปอยู่ที่วังปารุสกวัน ถนนราช ดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ โดยการปกครองบังคับบัญชาและการบริหารงานขึ้นกับ สสน.ตร. (สำนักงานสารนิเทศ กรมตำรวจ) ตามคำสั่ง ตร. อนุมัติในหลักการ เมื่อ ๒๓ ก.พ. ๒๕๓๓ ต่อท้ายบันทึก สสน.ตร. ที่ ๐๖๖๒/๒๐๒ ลง ๓๐ ม.ค. ๒๕๓๓ สำหรับลักษณะ งานการปฏิบัติ ทั่วไปขึ้นอยู่กับกองกำกับการ ๑ กองทะเบียนประวัติอาชญากร มี พล.ต.ต.พลศรี ชวนไชยสิทธิ์ เป็นผู้บังคับการรับผิดชอบส่วนงาน ฝ่ายบริหารการพัฒนา โครงการปรับปรุงแก้ไข ฯลฯ สำนักงานสารนิเทศ กรมตำรวจ มี พล.ต.ต.เตรียม ตันติเวชกุล ผู้บังคับการกองประชาสัมพันธ์ และ พล.ต.ท.พจน์ บุญยะจินดา ผู้อำนวยการ สำนักงานสารนิเทศ กรมตำรวจ เป็นผู้ควบคุมดูแลรับผิดชอบงานดังกล่าว จนกว่าจะมีการแบ่งส่วน ราชการใหม่

     พ.ศ.๒๕๓๕ พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการ กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ๒๑) ได้จัดตั้งให้สำนักงานตำรวจสันติบาล เป็นส่วน ราชการระดับกองบัญชาการ และให้ สำนักงาน สารนิเทศ มีฐานะเทียบเท่า กองบังคับการ โดยพิพิธภัณฑ์ตำรวจอยู่ในความรับผิดชอบของ กองกำกับการ ๔ กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจสันติบาล

     พ.ศ.๒๕๕๒ ระเบียบ ตร. ว่าด้วย การกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ กำหนดให้ ฝ่ายพิพิธภัณฑ์ กองสารนิเทศ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานพิพิธภัณฑ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

     ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน ตั้งอยู่ด้านถนนศรีอยุธยาตัดกับถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯประกอบด้วยตำหนัก จิตรลดาซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน เป็น โบราณ สถานจากกรมศิลปากร และอาคารพิพิธภัณฑ์ตำรวจ รวมระยะเวลาตั้งแต่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ตำรวจ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ถึงปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นระยะเวลารวม ๘๔ ปี