ประวัติตำรวจไทย

     ตำรวจไทยยุคต้น (ก่อน พ.ศ. 2403) มีการพบหลักฐานกิจการตำรวจที่เก่าแก่ที่สุดของไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มีตำรวจขึ้นด้วยและให้ขึ้นอยู่กับกรมเวียง มีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชา

     กิจการตำรวจครั้งนั้นแบ่งออกเป็นตำรวจพระนครบาล ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวงให้ขึ้นอยู่กับวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล เป็นผู้บังคับบัญชา และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินา
ของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐานในบทพระอัยการระบุตำแหน่งนายพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น ดังนี้ – ตำรวจภูธร หลวงวาสุเทพ เจ้ากรมมหาดไทย ตำรวจภูธร ศักดินา 1000 ขุนพิศณุแสนปลัดขวา ศักดินา 600 – ตำรวจภูบาล หลวงเพชรฉลูเทพ เจ้ากรมมหาดไทย – ตำรวจภูบาลศักดินา 1000 ขุนมหาพิชัย ปลัดขวา ศักดินา 600 ขุนแผลงสะท้าน ปลัดซ้าย ศักดินา 600 นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลายชิ้น
ที่แสดงว่าบุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้นต้องคัด เลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำคุณความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว กิจการตำรวจในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเหตุการณ์
บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่าง ประเทศตะวันตก ตำรวจไทยยุคปฏิรูปการปกครอง

     กิจการตำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2403 ถึง พ.ศ. 2475 เป็นสมัยที่ได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอย่างขนาดใหญ่ในทุกๆ ด้าน ตามแบบอย่างอารยประเทศตะวันตก ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในปี พ.ศ. 2405 ได้ว่าจ้าง กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์ (Captain Sammoal Joseph Bird Ames) ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงรัฐยาภิบาลบัญชา มาเป็นผู้พิจารณาวางโครงการจัดตั้งกองตำรวจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครหลวงตามแบบอย่างยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากเหตุทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยนั้นซึ่งเป็นยุคที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดา กำลังแข่งขันกันหาเมืองขึ้นในทวีปเอเชีย การจัดระเบียบการปกครองประเทศขณะนั้นจึงเพ่งเล็งไปในด้านป้องกันประเทศเป็นหลักใหญ่ นโยบายการตำรวจก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศและทหารด้วยเป็นธรรมดา

     ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 การปรับปรุงการตำรวจ นอกจากได้ขยายงานตำรวจนครบาลโดยให้ นาย เอ.เย.ยาดิน (A.J.Jardine) มาช่วยงานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้จัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นในรูปทหารโปลิศ
เมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคและให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย โดยว่าจ้าง นาย ยี.เชา. (G.Schau) ชาวเดนมาร์คมา เป็นผู้วางโครงการ ผู้บังคับบัญชา
ส่วนมากก็โอนมาจากนายทหาร ต่อมาใน พ.ศ. 2420 ได้เปลี่ยน “กองทหารโปลิศ” เป็น “กรมกองตระเวนหัวเมือง” จนถึงปี พ.ศ. 2440 ได้ตั้ง “กรมตำรวจภูธร” ขึ้นแทนกรมกองตระเวนหัวเมือง โดยมี
พลตรีพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา.) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธรโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร มณฑลนครราชสีมา พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๔๗ ในปี พ.ศ. 2444 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลิตนายตำรวจออกรับราชการตำแหน่งผู้บังคับหมวดในส่วนภูมิภาค แม้ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 จะได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม ก็ถือกันว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ซึ่งตั้งขึ้น
ครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปัจจุบันกำลังพลในระยะแรกใช้ตำรวจ

     แต่ต่อมาเมื่อทางทหารได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางตำรวจภูธรก็ได้ขออนุมัติใช้กฎหมายฉบับนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2448 ได้เกณฑ์คนเข้าเป็นตำรวจด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อได้จัดตั้งกรมตำรวจภูธร
ขึ้นแล้ว ก็ได้พยายามขยายการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจสำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชาชนตำรวจสยาม
ภาพจากซ้ายไปขวา ๓ คนแรกเป็นนายหมวดพลตระเวน อีก ๒ คนถัดไปเป็นพลตระเวน แต่งเครื่องแบบที่เรียกกันว่า หัวแดงแข้งดำ ประจำการอยู่ที่โรงพักบางรักต่อมาได้ขยายกิจการตำรวจภูธรไปยังหน่วย
การปกครองส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ทางด้านตำรวจนครบาลก็ได้ว่าจ้าง นาย อีริค เซนต์ เจ.ลอซัน (Mr. Eric Saint J.Lawson) ชาวอังกฤษเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่งกิจการตำรวจในยุคนี้ขึ้นอยู่กับ 2 กระทรวงคือ กระทรวงนครบาล (กรมพลตระเวน หรือ ตำรวจนครบาล) และกระทรวงมหาดไทย (กรมตำรวจภูธร) และต่อมาได้รวมเป็นกรมเดียวกันภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีคนเดียวกันเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม
พ.ศ. 2458 เรียกว่า “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” กรมตำรวจจึงถือว่าวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ และในปลายีนั้นเองได้เปลี่ยนเป็น “กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล” ยกฐานะเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดีอาคารโรงเรียนพลตำรวจปทุมวัน เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ในสมัย รัชกาลที่ ๗ ซึ่งต่อมาได้ใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจชั่วคราวต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้รวมกระทรวงนครบาลกับกระทรวงมหาดไทยเข้าเป็นกระทรวงเดียวกันเรียกว่า กระทรวงมหาดไทย กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลจึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ. 2469
ได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลเป็น “กรมตำรวจภูธร” แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น 2 ประเภทคือตำรวจนครบาล คือตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้ายไต่สวน ทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรงตำรวจภูธร คือตำรวจที่ทำการจับกุมโจรผู้ร้ายได้แล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆจนกระทั่ง พ.ศ. 2475 จึงได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรเป็น “กรมตำรวจ” โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร มณฑลนครราชสีมา พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๔๗ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จังหวัดนครราชสีมา คือ โรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ได้จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก

     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔ (ร.ศ.๑๒๐) ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการจัดตั้งพลตระเวนตรวจตราดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในส่วนภูมิภาค โดยจัดตั้ง
กรมตำรวจภูธรขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ (ร.ศ.116) กรมตำรวจภูธรได้เริ่มขยายกิจการขึ้นตามลำดับ มีการจัดตั้งกองตำรวจภูธรขึ้นหลายแห่งเมื่อมีการจัดตั้งกองตำรวจภูธรขึ้น หลายแห่ง ความจำเป็นที่จะต้องมี
นายตำรวจก็มีมากขึ้นตามลำดับ และนายตำรวจภูธรก็จะต้องได้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความอุตสาหะหมั่นเพียร ความซื่อตรงอยู่ในตัว นายตำรวจภูธรที่มีใช้อยู่เดิมก็ใช้คนในกรมพลตระเวนห้วเมืองกับ
นายทหารบกที่ ขอโอนมาจากกระทรวงกลาโหม นายตำรวจภูธรที่จะได้มาใช้อีก ในกิจการ ขยายกองตำรวจภูธรไปตามเมืองต่าง ๆ มีไม่พอ นายทหารบกจากกระทรวงกลาโหมก็ไม่มีเพียงพอที่จะแบ่งมาให้ได้อีก
เมื่อมีข้อขัดข้องดังนี้ เจ้ากรมตำรวจภูธรก็เห็นมีความจำเป็นจะต้องมีโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้น เพื่อผลิตนายตำรวจเอง โดยมีหลักการรับนักเรียนนายร้อยที่สำเร็จประโยคประถมขณะนั้น (เทียบ ม.๓)
เข้ารับการอบรมเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร จึงเสนอความคิดเห็นอันนี้ต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยก็มีความเห็นชอบด้วย ดังนั้น เพื่อความรวดเร็วเป็นการที่จะให้ได้นายตำรวจ
มาใช้ กรมตำรวจภูธรจึงได้กำหนดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจขึ้นที่กองตำรวจภูธรมณฑล นครราชสีมา มาเป็นการชั่วคราว เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ (ร.ศ.๑๒๐) โดยใช้กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมานั่นเองเป็น
สถานที่เรียนซึ่งตั้งอยู่ที่ ประตูชัยณรงค์ คนทั่วไปเรียกว่า ประตูผี ในจังหวัดนครราชสีมา

     การใช้กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมาเป็นที่ตั้งโรงเรียนก็เพราะ ขณะนั้นกรมตำรวจภูธรมีนายตำรวจ ที่เป็นชาวเดนมาร์ก เป็นคนที่สองต่อจากเจ้ากรมตำรวจภูธร คือ นายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ (KOLLS) (เป็นต้นสกุล “โกลละสุต” ซึ่ง ร.๖ พระราชทานนามสกุลให้) ซึ่งย้ายมาจากกระทรวงกลาโหมมาเป็นครู และผู้ตรวจราชการกองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมา เจ้ากรมตำรวจภูธร คือ
นายพันโท วาสุเทพ (ยี.เชา.) ต้องการให้นักเรียนนายร้อยตำรวจภูธรไดัรับความรู้เป็นทำนองเดียวกันกับที่ ท่านเคยได้รับมา และ ก็มีคนเดียวเท่านั้นคือ นายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ จะเป็นผู้ดำเนินการได้
จึงได้กำหนดเอา กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมาเป็นสถานที่เรียน โดยมีนายร้อยโท แดง ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกองตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร อีกตำแหน่งหนึ่งมีนายร้อยโท ต่วน, ว่าที่ร้อยตรี เจ้าฟั่น ณ น่าน,ว่าที่ร้อยตรี ภู และว่าที่ร้อยตรี โต เป็นผู้ข่วย โดยการปกครองและการฝึกนั้น นายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ เป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรมโดยเด็ดขาด การเรียนในสมัยนั้นมีกำหนดเวลาไม่แน่นอน คือ เรียน ๓ เดือนบ้าง ๕ เดือนบ้าง ๘ เดือนบ้าง หลักสูตรที่ใช้เรียนก็มีวิชาการหมาย วิชาข้อบังคับ วิชาแผนที่ แบบฝึกหัดวิชาบัญชี และวิชาเลขและหนังสือไทย
เมื่อนายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ เห็นว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจคนใดมีบุคลิกลักษณะเหมาะสม มีระเบียบวินัยดี ฝึกหัดแข็งแรง ท่าทางทะมัดทะแมง เรียนรู้กฎหมายและข้อบังคับถึงขนาดที่จะเป็นนายตำรวจได้แล้วก็ รายงานไปยัง เจ้ากรมตำรวจภูธร คือ นายพันโทพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา.) (ต่อมาได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจภูธร) ออกคำสั่งบรรจุให้เป็นนายตำรวจโดยไม่ต้องมีการสอบไล่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ห้วยจรเข้ พุทธศักราช ๒๔๖๔ – ๒๔๗๖ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ ได้ย้าย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปตั้งที่ห้วยจรเข้ เป็นครั้งที่ ๒

     ทั้งนี้โดยเหตุผลเกี่ยวกับความเจริญของบ้านเมือง กรมตำรวจ มีความจำเป็น ที่จะผลิต นายตำรวจ ออกไปปฏิบัติหน้าที่ ตามความต้องการ มากขึ้น สถานที่ ในโรงเรียนกรุงเทพฯ คือ โรงเรียนนายหมวด
มีอาคาร ไม่สมบูรณ์ สนามยิงปืน ไม่มีเป็นของตนเอง ส่วนที่ห้วยจรเข้ นครปฐม มีอาคารสถานที่ สมบูรณ์ แม้จะห่างไกล จากกรุงเทพฯ ก็สามารถเดินทางไป โดยรถไฟ สะดวกสบาย ใช้เวลาเพียง ๒ ชั่วโมง เท่านั้น กรณีที่ เลือกบุคคลเข้าเรียน ก็เลือกกันที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็ส่งไปเรียนที่ ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม ด้วยเหตุนี้ จึงได้ย้ายโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปตั้งที่ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม คุณสมบัติของ บุคคลที่จะเข้าเรียน ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ สมัยที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๔ – ๒๔๗๖ รับผู้มีความรู้สูงขึ้น โดยต้อง สำเร็จมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และปีที่ ๘ ตามลำดับ ผู้สมัครต้องสมัคร ด้วยตนเอง
มีผู้มีหลักฐานรับรอง รวมทั้งรับรองว่า มีความประพฤติดี ผ่านการตรวจ ของแพทย์รับรองว่า ปราศจากโรคร้ายแรง หรือโรคอันน่ารังเกียจ ร่างกายแข็งแรง เมื่อสมัครกันมาก ในสมัยแรก ตั้งกรรมการ
สอบคัดเลือกไปจาก กรมตำรวจ วิชาที่สอบ ใช้วิชาสามัญ ต่อมาภายหลัง ไม่มีการสอบคัดเลือก บางครั้งก็สอบคัดเลือก ทั้งนี้ สุดแต่ความเหมาะสม แต่ละปีไป เป็นหน้าที่ของ ผู้บังคับการโรงเรียน เป็นผู้พิจารณา และเสนอ เจ้ากรมตำรวจภูธร เป็นผู้พิจารณา ชี้ขาดด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชี้ขาดแล้ว ผู้สมัครก็มี สิทธิ เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ ปีการศึกษาของ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ สมัยที่ ๒ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้นเรียน เวลาเรียนชั้นละ ๑ ปีรวมเวลาเรียน ๓ ปี เมื่อสอบได้ สำเร็จแล้ว ออกรับราชการ เป็นนายตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร การสอบไล่ปีหนึ่ง แบ่งออกเป็น๒ ภาค สอบ ๒ ครั้ง ภาคกลางปีและปลายปี ภาคหนึ่งต้องสอบไล่ ไม่ต่ำกว่า ๕๐ % และ รวมคะแนนทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า ๖๐% จึงจะถือว่าสอบไล่ได้ การสอบแต่ละครั้ง ถือตามระเบียบวินัย เคร่งครัดมาก หากนักเรียนนายร้อยตำรวจ คนใดฝ่าฝืน ระเบียบวินัย เป็นต้องไล่ออกทุกคน ไม่มีการผ่อนผันในเรื่องนี้โรงเรียนสืบสวน กรมตำรวจ อีกประการหนึ่ง การสอบไล่แต่ละคราว ไม่มีการแจ้ง ให้นักเรียนทราบล่วงหน้า ว่าวันไหน ชั่วโมงไหน จะสอบวิชาอะไร โดยทางการถือว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ จะต้องมีความรู้ดี ทุกลักษณะวิชา ที่ผ่านการเรียนมาแล้ว นักเรียนเก็งกันเอาเอง ส่วนการสอบภาคปลาย ก็พอจะ คาดคะเนถูกต้อง เพราะวิชาที่สอบ เหลือน้อย
การที่โรงเรียน กระทำเช่นนี้ขึ้น ในสมัยนั้น ได้ผลดี ทำให้นักเรียน ต้องเรียนรู้ดีทุกวิชาที่ผ่าน การเรียนการสอนมาแล้ว เมื่อสอบได้สำเร็จ ออกไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก็สามารถ มีภูมิความรู้ดี ปฏิบัติงานได้ถูกต้อง นำเกียรติยศมาสู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ อำเภอสามพรานเป็นอย่างมาก

     พุทธศักราช ๒๔๙๘ – ปัจจุบัน เมื่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ย้ายมาอยู่ที่ ปทุมวัน เป็นการชั่วคราว ตามสถานการณ์ซึ่งสมัยนั้น ได้ชื่อว่า เป็นสมัยที่ โรงเรียนต้องระหกระเหิน ทั้งนี้เป็นคำกล่าว
อย่างเห็นอกเห็นใจ ของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยพลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งได้กล่าว ในพิธีมอบกระบี่ ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจปทุมวัน รุ่นที่ ๑ ซึ่งเรียนต่อมา จากโรงเรียนนายร้อยทหารบก รุ่นที่ ๙ นั่นเอง ทั้งนี้เพราะ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ไม่มีสถานที่เรียนโดยเฉพาะ และขาดอุปกรณ์การเรียน เป็นอย่างมาก กรมตำรวจได้พิจารณาตามสภาพที่เป็นความจริงว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ คือพลัง เป็นเรือนร่างและสมอง ของกรมตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ ต้องออกไปรับใช้ ชาติบ้านเมือง ในอนาคต ซึ่งกรมตำรวจ จะขาดเสียไม่ได้ กรมตำรวจ ได้เพียงพยายามที่จะ ดำเนินการ หาสถานที่เรียน ให้เป็น
ปึกแผ่นมั่นคง และสถิตสถาพร ยั่งยืนต่อไป หลังจากที่มี เหตุการณ์จำเป็น เปลี่ยนแปลงสถานที่ ตั้ง ๖ – ๗ ครั้ง จนกระทั่ง ปีพ.ศ.๒๔๙๕ สมัยท่าน พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมตำรวจ ท่านได้ริเริ่ม ดำเนินการก่อตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งใหม่ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งมีเนื้อที่ ๕๘๐ ไร่ ได้ก่อสร้างโรงเรียน นายร้อยตำรวจ ให้เป็นสถานที่ ศึกษาอบรม อันมั่นคงถาวรตลอดไป

     วันอาทิตย์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๙๗ เวลา ๐๘.๐๐ น. นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ ๙, ๑๐ และ ๑๑ ในเครื่องแบบ ชุดฝึกภาคสนาม ได้เดินทางโดย ขบวนรถยนต์ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่สนามกีฬา
ไปตามถนนเพชรเกษม ในการเคลื่อนย้ายนี้ ได้เชิญธงชัยเฉลิมพล พร้อมกับขบวนด้วย ถึงอำเภอสามพราน เวลา ๑๐.๓๐ น.จากนั้น แต่ละกองร้อย ก็แยกกันประจำที่พัก จึงนับว่า เป็นการเริ่มเข้ามา อยู่โรงเรียน
นายร้อยตำรวจแห่งใหม่ ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้

     ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาล เป็นอดีตภาค ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัยจันทรคตินิยม ปลวังคสมพัตสร กิตติกมาสศุกลปักษ์นวดิถี สุริยคติกาล ตุลาคมมาส เตรสีสรุทิน สริวาร โดยกาลบริเฉท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่ง
ถึงโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม ในงานพระราชทานพิธี เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อเสด็จประทับ เหนือพระบรมราชอาสน์ บนพระบรมแท่น ชุมสายแก้ว
ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ประมุขรัฐบาล กราบบังคมทูล พระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ตามที่รัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิจารณาลงมติ ให้สร้าง โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งนี้ขึ้น โดยเห็นว่า การตำรวจ เป็นภารกิจสำคัญ ของรัฐบาลส่วนหนึ่ง ซึ่งจำต้องมีโรงเรียน สอบวิชาตำรวจ แก่บรรดาผู้เข้ารับการศึกษา ให้เป็นผู้มีความรู้ ทรงไว้ซึ่งวิทยาการ
สำหรับระงับทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาราษฎร เป็นการพิทักษ์ รักษาสันติ ให้เกิดขึ้น ทั่วพระราชอาณาจักร เมื่อประชาราษฎร ร่มเย็นเป็นสุข เพราะมีสันติแล้ว ก็เป็นผลดี แก่การประกอบสัมมาอาชีวะ ส่งผลให้ ประเทศชาติ ก้าวหน้าไปสู่ ความเจริญเยี่ยง นานาอารยประเทศ ก็แหละศุภมงคลวาร อันเป็นมหามหุติฤกษ์นี้ ขอพระราชดำเนิน เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อสถิตสถาพรตลอดกาล ณ เวลา ๑๔.๕๘ นาฬิกา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานกระแส พระราชดำรัส เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ว่า “โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นหลักสำคัญ สำหรับบ้านเมือง เพราะประชาราษฎร จักได้อาศัยเป็นที่พึ่ง ในยามมีทุกข์ร้อน ก็แหละ บุคคลที่จะให้ผู้อื่น เข้าพึ่งอาศัยได้นั้น จำเป็นต้อง เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษามีวิชาการ และเป็นผู้ที่มี ศีลธรรมอันดี ทุกประการ การที่รัฐบาล
ของข้าพเจ้า ได้จัดสร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจขึ้น จึงเป็นการบำเพ็ญกรณียกิจ ที่ควรชมเชย และขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัยอันประเสริฐ จงดลบันดาลให้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งนี้ สถิตสถาพร
เป็นสง่าแก่ประเทศชาติ และเป็นสถาบันสำคัญ สำหรับให้การศึกษา วิชาการตำรวจแก่บรรดาผู้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้โดยทั่วกันเทอญ” การศึกษา ของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่รุ่น ๑ – ๙ หลักสูตร
การเรียน ๓ ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้รับประกาศนียบัตร ออกไปรับราชการ เป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร

     ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๙ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ โดยเพิ่มหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาเรียน ๔ ปี และได้ดำเนินการ เพื่อที่จะให้ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับปริญญาตรี ตามหลักสูตรในมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่มีเวลาเรียน ๔ปีเท่ากัน ความเพียรพยายาม ได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อกรมตำรวจ ได้ดำเนินการเสนอ กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอ คณะรัฐบาลพิจารณา เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกกฎหมายกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จการศึกษา จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คือ “พระราชบัญญัติ กำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ.๒๕๑๗ “ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า ๑ เล่ม ๙๑ ตอนที่ ๑๓๖ วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๑๗

     พระราชบัญญัติฉบับนี้ บัญญัติให้ ผู้ที่สำเร็จวิชาการตำรวจ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ของกรมตำรวจ ตามที่สภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจกำหนด ได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ เรียกว่า″รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต” ใชัอักษรย่อว่า รป.บ.(ตร.) สภาการศึกษา มีอำนาจให้ปริญญา ตามพระราชบัญญัตินี้ แก่ผู้ที่สำเร็จวิชาการ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งมีหลักสูตรการศึกษา และวิทยฐานะ
เทียบเท่ากัน ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐) ในปีพ.ศ.๒๕๑๘ สภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้อนุมัติปริญญา ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่รุ่นที่ ๑๐ ซึ่งสำเร็จเมื่อ
ปีการศึกษา ๒๔๙๙ ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเรียน ๔ ปี เป็นต้นมา ตามแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป ตราแผ่นดิน และตราหน้าหมวกตำรวจ

     ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ผูกตราประจำประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2416 โดยเรียกกันทั่วไปว่าตราแผ่นดินหรือตราอาร์ม
ซึ่งตราดังกล่าวนี้เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินซึ่งใช้สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยหรือกำกับนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่สำหรับตราหน้าหมวกตำรวจในปัจจุบันนั้นเริ่มใช้กันตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 โดยได้มีการนำตราแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 มาลงอักษรคำว่า “พิทักษ์สันติราษฎร์”ไว้บนแพรริ้วใต้ตราแผ่นดินซึ่งก่อนหน้านั้นตราหน้าหมวกตำรวจได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงมาถึง 4 ครั้งครั้งแรกเริ่มใน รัชกาลที่ 4 เป็นโลหะรูปช้างสามเศียร ยืนในตราอาร์มมีอักษรจารึกว่า “พลตระเวนสยาม” ส่วนตราหน้าหมวกรุ่นที่ 2 (ตำรวจนครบาล) และรุ่นที่ 3 (ตำรวจภูธร)เริ่มใช้ในปี พ.ศ.2458 โดยของตำรวจนครบาลเป็นรูปเพชราวุธล้อมด้วยกลีบกนก ในขณะที่ตำรวจภูธรในยุคนั้นใช้หน้าหมวกเป็นตราปทุมอุณาโลมบนพื้นสีแดงโดยมีบัวกนกสีน้ำตาลล้อมรอบสำหรับหน้าหมวกตำรวจรุ่นที่ 4 เริ่มใช้ในปี พ.ศ.2478 เป็นโลหะรูปสี่เหลี่ยมรี มีปทุมอุณาโลมอยู่กลางกงจักรโดยรอบนอกกงจักรมีลายเพลิงส่วนในกงจักรมีอักษร “พิทักษ์สันติราษฎร์” ดังนั้นตราหน้าหมวกในปัจจุบันที่ทำด้วยโลหะสีเงิน ดุนเป็นตราแผ่นดินและจารึกคำว่า พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น จึงเป็นตราหน้าหมวกตำรวจรุ่นที่ 5 โดยในตราแผ่นดินจะมีพุทธภาษิตจารึกไว้ว่า “สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา” ซึ่งแปลว่า ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวงผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ อันเป็นพุทธภาษิตที่จำเป็นสำหรับข้าราชการตำรวจ ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยความพร้อมเพรียงเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อรวมกับตัวอักษร ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จึงหมายถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะและภาระหน้าที่ตำรวจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(หรือเดิมกรมตำรวจ) มีเครื่องหมายราชการ
เป็นรูปพระแสงดาบเขนและโล่ เป็นรูปวงกลมเส้นคู่สองชั้น วงนอกเป็นลายพรรณพฤกษาวงในเป็นลายใบเทศผูกลายเป็นรูปหน้าสิงห์หรือหน้ายักษ์เรียกว่าจตุรมุข ตามธรรมเนียมโบราณที่แกะสลักรูปหน้ายักษ์จตุรมุขไว้บนหน้าบันประตู ทั้งสี่ทิศของปราสาทหินด้วยความเชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์ทวารเข้า-ออก ปกป้องคุ้มครองและขจัดสิ่งชั่วร้ายส่วน “ดาบ” ที่คาดติดอยู่ในปลอก มีลวดลายกนกทั้งนี้สัญลักษณ์ไม่จำกัดสีและขนาดตำรวจไทยเกิดเป็นรูปแบบองค์กรครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้จัดตั้งองค์กรตำรวจและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เป็นระบบ แสดงความเป็นอารยะทัดเทียมตะวันตกโปรดให้ใช้สัญลักษณ์เป็นรูป”หนุมานสี่กร”

     ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ 5 ได้พระราชทานเป็นพระราชหัตถเลขา อนุญาตให้กรมตำรวจภูธรใช้พระรูปพระแสงดาบเขนและโล่ ประจำที่มุมธงและใช้เป็นตราประจำกระดาษสำหรับราชการในกรมตำรวจภูธรเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ.2445 ตราโล่เขนนี้ ออกแบบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2440 โดยหม่อมเจ้าประวิชชุมสาย(ผู้ผูกลายพระราชลัญจกรแผ่นดิน เมื่อปี พ.ศ.2416)ถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ดาบเขนและโล่ได้ปรากฏอยู่ในพระธรรมนูญตราที่โปรดเกล้าฯให้ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ.2453 ให้เป็นตราประจำกรมพลตระเวน(ต่อมา พ.ศ.2458 เปลี่ยนเป็นกรมพลตำรวจนครบาล)เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2445 เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขอพระราชานุญาตใช้ตราประจำชาติสำหรับเจ้ากรมตำรวจภูธรเป็นรูปเทวดาเชิญพระแสงดาบเขนและพระแสงดาบเขนและโล่ ซึ่งจะใช้เป็นตราประจำตำแหน่งเจ้ากรมตำรวจภูธร ตราประจำที่มุมธงและเป็นตราประจำเอกสารราชการสำหรับกรมตำรวจภูธรต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชานุญาต โปรดเกล้าฯให้ใช้ตราประจำชาติเป็นรูปเทวดาเชิญพระแสงดาบใจเพชร สำหรับตำแหน่งเจ้ากรมตำรวจภูธรแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ธงประจำตำแหน่ง
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้นใช้ประดับแท่นตรวจแถวกองเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นแท่นรับความเคารพหรือตรวจพลสวนสนามใช้ประดับที่หน้ารถตรวจพลสวนสนามและใช้เป็นตราประทับแทนตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หมายเหตุ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2475 ได้มีประกาศให้เปลี่ยนตราตำแหน่งในกรมตำรวจจากเดิม ให้ใช้ชื่อใหม่เป็น อธิบดีกรมตำรวจส่วนรูปตรา
คงเดิม ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ 17 ตุลาคม พ.ศ.2541ส่งผลให้ชื่อ “กรมตำรวจ” เปลี่ยนเป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตำแหน่ง”อธิบดีกรมตำรวจ”เปลี่ยนเป็น”ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก พล.ต.ต.พจนารถ หวลมานพ