แถลงข่าว ความคืบหน้าคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ พื้นที่ สภ.หัวทะเล จว.ชัยภูมิ

news_head

ฉบับพิเศษ  ประจำวันที่  17 มีนาคม 2559

แถลงข่าว ความคืบหน้าคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้พื้นที่ สภ.หัวทะเล จว.ชัยภูมิ

                     สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้ (17 มี.ค.2559) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. (ปป 2) พร้อมด้วย พล.ต.อ.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ที่ปรึกษา (ปป 21), พล.ต.ท.เดชา ชวยบุญชุม ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ปป 24), พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข รอง ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.พงษ์ฤทธิ์ บุญเลี้ยง ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ, พล.ต.ต.เฉลิม สุวรรณรัตน์โอสถ ผบก.สส.ภ.3 และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ประกอบด้วย ภ.3, สตม., ภ.จว.ชัยภูมิ, บก.ทท., บก.ป. และ ตท. ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ พื้นที่ สภ.หัวทะเล จว.ชัยภูมิ ณ ห้องแถลงข่าว ตร. ชั้น 1 อาคาร 1 ตร.
                    สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2558 เวลา 18.00 น. พบศพนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี ทราบชื่อต่อมาคือ นายลี แจฮุน อายุ 23 ปี ที่บริเวณริมถนนในโพรงหญ้า ทางเข้าหมู่บ้านกระทุ่มพระ ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จว.ชัยภูมิ สภาพศพถูกแทงด้วยของแข็งและคม 2 แห่ง ที่บริเวณใต้ลิ้นปี่และข้างลำตัวด้านซ้าย ลำคอมีรอยเชือกรัด เชื่อว่าถูกรัดคอ เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 12 ชม.
                    คดีนี้ถือเป็นคดีอุจฉกรรจ์สะเทือนขวัญ กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. (ปป 2) เข้าไปอำนวยการ ควบคุม กำกับดูแลการสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างใกล้ชิด พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติฯ จึงมอบหมายให้ พล.ต.อ.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ที่ปรึกษา (ปป 21) และ พล.ต.ท.เดชา ชวยบุญชุม ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป 24) ระดมทีมสืบสวนสอบสวนจากทุกหน่วยทั้งกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบังคับการปราบปราม กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) โดยมีกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ประสานงานการสืบสวนข้อมูลของผู้ตายในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทีมงานตำรวจเกาหลีใต้เป็นอย่างดี
                    จากการสืบสวนสอบสวนคดีนี้พบว่า ผู้ตายไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย ไม่มีเพื่อนหรือญาติที่เมืองไทย พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ถูกกลุ่มคนร้ายซึ่งมีการวางแผนอย่างดี หลอกลวงชักชวนผู้ตายเดินทางมาประเทศไทยเพื่อลงมือฆ่า ชุดสืบสวนสอบสวนจึงต้องระดมสรรพกำลัง ใช้ความละเอียดรอบคอบในการค้นหาพยานหลักฐาน ประมาณ 2 เดือนเศษ จึงได้พยานหลักฐานในคดีนี้ว่า กลุ่มคนร้ายมีผู้ร่วมขบวนการ 4 คน เป็นชาวเกาหลีใต้ ได้ร่วมกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน คือ นายปาร์คจุงฮี และ นางสาวโช อึน โซรี มีหน้าที่วางแผนหลอกหลวงให้ผู้ตายทำประกันชีวิตที่ประเทศเกาหลีใต้ จัดซื้อตั๋วเดินทางให้ผู้ตายเดินทางมาประเทศไทย เพื่อให้นายปาร์คชางจู และ นายคิม โชยยอง ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว รับผู้ตายและวางแผนลงมือฆ่าแล้วนำศพไปทิ้งในที่เกิดเหตุ เพื่อหวังเงินประกันชีวิตของผู้ตาย ซึ่งมี นางสาวโช อึน โซรี เป็น ผู้ได้รับผลประโยชน์
                    คดีนี้จึงมีการกระทำความผิดทั้งในและนอกราชอาณาจักรไทย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 การกระทำความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยให้อัยการสูงสุด หรือ ผู้รักษาราชการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ซึ่งอัยการสูงสุด มีคำสั่งมอบหมายให้ พนักงานสอบสวนของจังหวัดชัยภูมิ และพนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ ร่วมกันทำการสอบสวน โดยมี ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
                    คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ กล้องวงจรปิด ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และข้อมูลพยานหลักฐานของตำรวจเกาหลีใต้ มีความเชื่อมโยงทางคดีเชื่อได้ว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้กระทำความผิดจริง โดยมีประเด็นสาเหตุการฆ่าเพื่อหวังผลประโยชน์จากเงินประกันของผู้ตายจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดชัยภูมิเพื่อขออนุมัติออกหมายจับ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 มี.ค.59ศาลจังหวัดชัยภูมิ ได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้แก่ นายปาร์คจุงฮี, นางสาว โช อึน โซรี, นายปาร์คชางจู และนายคิมโซย ยอง ในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตรตรองไว้ก่อน และซ่อนเร้น ย้ายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย(ป.อาญา ม.289 (4), 199 ประกอบมาตรา 83โทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต)
                    หลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ได้หลบหนีกลับไปประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้มีการประสานงานตำรวจเกาหลีใต้ผ่านกองการต่างประเทศร่วมสืบสวนแล้ว น่าเชื่อว่าได้กระทำความผิดจริงจึงยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดของเกาหลีใต้มีสั่งห้ามบุคคลทั้ง 4 เดินทางออกนอกประเทศไว้แล้ว
                    การดำเนินการหลังจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด จะสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นเสนออัยการสูงสุดพิจารณา พร้อมขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทย กับสาธารณรัฐเกาหลีต่อไป

**************************************

ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวสาร  กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แบ่งปัน