ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) เตือนอย่าชะล่าใจ! เผยสถิติโกงออนไลน์รอบล่าสุด คดีลด แต่ “ความเสียหาย” พุ่งสวนทาง พบคดีแอบอ้างเป็นตำรวจกลับมาครองแชมป์ความเสียหาย

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 10-16 พ.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,632 คดี มูลค่าความเสียหาย 197,521,913 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 3-9 พ.ค.69 จำนวน 512 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 7,909,841 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีมีการลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ประมาณ 6,138 คดี ลดลงเหลือประมาณ 5,632 คดี แม้ว่าในช่วงปลายเดือนเมษายนจะมีการดีดตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมในเดือนพฤษภาคมถือว่าอยู่ในทิศทางที่ลดลงและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงต้นปีอย่างเห็นได้ชัด ส่วนมูลค่าความเสียหายมีลักษณะผันผวนแต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากจุดต่ำสุดในสัปดาห์ก่อนหน้าที่ประมาณ 180 ล้านบาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท แม้ปริมาณคดีจะลดลง แต่ค่าความเสียหายกลับส่วนทางด้วยการขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงเคสที่มีมูลค่าความเสียหายต่อคดี (Ticket Size) ที่สูงขึ้น

และพบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด (ประมาณ 84% ของคดีทั้งหมด) จำนวนคดีลดลง แต่ความเสียหายเพิ่มขึ้นจาก 40.2 ล้าน เป็น 46.0 ล้านบาท ขณะที่การหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่นเป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายสูงที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยพุ่งสูงถึง 67.7 ล้านบาท ทั้งที่มีจำนวนคดีเพียง 261 เคส ส่วนการหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงสูง โดยในสัปดาห์ล่าสุดสร้างความเสียหายไปกว่า 55.4 ล้านบาท แม้จะมีจำนวนคดีเพียง 148 เคส (เฉลี่ยความเสียหายต่อเคสสูงมาก)

ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุดเช่นเคย โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คือ กลุ่มอายุ 31-40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น คือ กลุ่มอายุ 21-30 ปี และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์ คือ กลุ่มอายุ 21-30 ปี

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชน อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ , ปปง และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์

และอยากขอเตือนให้ระวังการหลอกลวงลงทุน ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนทุกประเภท โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้

– พบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน

– ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”

– มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน

– มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้

– รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

– ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ

100% เช่นกัน

– หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม

– มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 3 เคส ผู้ต้องหา 7 ราย เป็นคนไทยทั้งหมด ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 3 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 26 ราย คิดเป็น จำนวนเงินกว่า 195,700 บาท

โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ ดังนี้

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ศูนย์ACSC พบการโอนเงินเข้าบัญชีม้า ต้องสงสัยจึงได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรีเข้าตรวจสอบโดยด่วน แต่ไม่พบตัวผู้เสียหายที่บ้านพัก จึงโทรศัพท์สอบถามเบื้องต้น ทราบว่าผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 59 ปี เล่าสั้นๆเพียงว่าพบโซเชียลที่มีการชวนลงทุน ตนสนใจจึงติดต่อเบื้องต้น ก่อนจะได้ไปพูดคุยต่อในไลน์ และตัดสินใจร่วมลงทุน พร้อมโอนเงินไปให้รวมมูลค่ากว่า 7.2 แสนบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บอกถึงกลโกงคนร้าย ขอให้หยุดโอนเงินและรีบเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เคสที่ 2. เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เข้าช่วยเหลือหลังทราบว่าผู้เสียหายเป็นชายวัย 51 ปี ถูกหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการลงทุนซื้อสินค้าเป็นเงิน US ผ่านแอปพลิเคชัน TIKTOK ชุดสืบสวนจึงได้บอกเรื่องราวและกลโกงคนร้าย และแนะนำให้ไปแจ้งความ มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น กว่า 5.5 แสนบาท

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน

ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”