ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยสัปดาห์เดียวสูญเฉียด 500 ล้านรวบขบวนการแก๊งสแกมเมอร์รวม 17 คน ขณะที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่ออันดับหนึ่ง แซงหน้าวัยทำงาน
“คดีน้อยลง แต่สูญเงินมากขึ้น” ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติรอบสัปดาห์ พบกลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่ออันดับหนึ่ง แซงหน้าวัยทำงาน พร้อมเตือนภัยมุกใหม่ “หลอกแจกฟรี/ขายถูก” แต่พ่วงภารกิจดูดเงินจนหมดตัว!

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
สรุปสถานการณ์ภัยไซเบอร์รายสัปดาห์ (22-28 มี.ค. 69)
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยศูนย์ ACSC วิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ ดังนี้:
•
สถิติความเสียหาย: พบการรับแจ้งความรวม 7,193 คดี มูลค่าความเสียหายสูงถึง 492,353,413 บาท (เฉลี่ยสูญเงินเพิ่มขึ้น แม้จำนวนคดีจะลดลงเล็กน้อย)
•
กลุ่มเป้าหมายใหม่: กลุ่มอายุ 21-30 ปี กลายเป็นเหยื่ออันดับ 1 แทนที่กลุ่มวัยทำงานเดิม โดยมักถูกหลอกจากการซื้อขายสินค้าและบริการ
•
แชมป์ความเสียหาย: “คดีหลอกลงทุน” ยังครองอันดับ 1 สร้างความเสียหายสูงถึง 191 ล้านบาท (เกือบ 40% ของความเสียหายทั้งหมด)
2 รูปแบบกลโกงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
1. หลอกซื้อของพ่วงภารกิจ / แจกต้นไม้ฟรี: ใช้ของราคาถูกหรือของแจกฟรีล่อใจ จากนั้นดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำกิจกรรม” และหลอกให้โอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ เพื่อจบภารกิจ
2. หลอกทำงานออนไลน์ (รายได้เสริม): อ้างงานง่าย รายได้ดี ให้ค่าคอมมิชชันจริงในครั้งแรกเพื่อให้ตายใจ ก่อนจะบีบให้โอนเงินสำรองก้อนใหญ่แล้วถอนไม่ได้
ผลการปฏิบัติหน้าที่และเคสช่วยเหลือ (ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล)
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดได้ 17 ราย และระงับการโอนเงินช่วยเหยื่อได้ทันท่วงทีรวมกว่า 20.7 ล้านบาท (47 ราย) โดยมีเคสที่น่าสนใจ ดังนี้:
• เคสที่ 1: ช่วยเหลือ หญิงอายุ 42 ปี (นามสมมติ) ย่านบางน้ำเปรี้ยว ถูกหลอกลงทุนผ่านคอมพิวเตอร์ สูญเงินไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท
• เคสที่ 2: ช่วยเหลือ หญิงอายุ 76 ปี (นามสมมติ) ตกเป็นเหยื่อโฆษณา “แจกต้นไม้ฟรี” ก่อนถูกล่อลวงลงทุน สูญเงินกว่า 4 ล้านบาท
• เคสที่ 3: ช่วยเหลือ หญิงอายุ 44 ปี (นามสมมติ) ย่านบางละมุง ซื้อโทรศัพท์ราคาถูก 1,999 บาท แต่ถูกดึงเข้ากลุ่มทำกิจกรรมจนโอนเงินสะสมสูงถึง 3 ล้านบาท
เคสที่ 4: สั่งซื้อทองคำผ่านโซเชียล (พื้นที่ อ.สะเดา)
พฤติการณ์: หญิงอายุ 47 ปี (นามสมมติ) สั่งซื้อทองคำผ่านเฟซบุ๊ก จากนั้นถูกชักชวนเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำกิจกรรมแลกผลตอบแทน”
ความสูญเสีย: หลงเชื่อโอนเงินต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง โดยช่วงแรกโอนเข้าบัญชีบริษัท (เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ) แต่ครั้งต่อๆ มาเป็นบัญชีบุคคลธรรมดา มูลค่าความเสียหายรวม 370,084 บาท
เคสที่ 5: สั่งซื้อผลิตภัณฑ์โปรตีน (พื้นที่ อ.ลำลูกกา)
พฤติการณ์: หญิงอายุ 63 ปี (นามสมมติ) สั่งซื้อผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเฟซบุ๊ก แล้วถูกชักชวนทำภารกิจรับเงินคืนในกลุ่มไลน์
กับดัก: ในช่วงแรกผู้เสียหายได้รับเงินคืนจริง จึงเกิดความเชื่อใจและเพิ่มยอดเงินลงทุนขึ้นเรื่อยๆ จนยอดสูงถึง 1,000,000 บาท และไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ในที่สุด
“การประชาสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งเตือนภัยและสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และขอความร่วมมือสื่อมวลชนพิจารณาการนำเสนอโดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ที่เกี่ยวข้อง”
3 คาถาป้องกันภัย “เช็กก่อนโอน”
• ตรวจสอบบริษัท: ผ่านแอป SEC Check First ของ ก.ล.ต. ต้องมีสถานะ “ได้รับอนุญาต” เท่านั้น
• ตรวจสอบชื่อบัญชี: ต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาต ห้ามโอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาเด็ดขาด
• ระวังแอปฯ ปลอม: อย่าโหลดลิงก์ที่ส่งมาให้โดยตรง แม้อยู่ใน Store ก็อาจเป็นแอปฯ เลียนแบบ
หากสงสัยว่าถูกหลอกออนไลน์ หรือต้องการแจ้งเบาะแส โทรสายด่วน 1441 (AOC) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง













