ACSC ช่วยนักศึกษาหญิงวัย 22 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก “ทุนเรียนต่อสหรัฐฯ” สูญ 1.78 ล้านบาท

มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นตำรวจและเครือข่ายโทรศัพท์ หลอกว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนบังคับให้โอนเงินเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และสร้างเรื่องให้ขอเงินพ่อโดยอ้างเป็นทุนเรียนต่อสหรัฐฯ สุดท้ายโอนเงิน 6 ครั้ง รวม 1,783,468.50 บาท ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้สำเร็จ

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลปฏิบัติการช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 22 ปี หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน โดยอ้างว่าได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศและต้องแสดงยอดเงินในบัญชี รวมสูญเงิน 1,783,468.50 บาท

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) สภ.เมืองพิจิตร หลอกว่า มีบุคคลนำสำเนาบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุเป็นชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารที่สาขาพิจิตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และอ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้า

ต่อมาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกสายอ้างเป็นเครือข่ายโทรศัพท์สำนักงานใหญ่ แจ้งว่ามีบุคคลนำเลขประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายไปซื้อซิมโทรศัพท์ในจังหวัดพิจิตร ก่อนแนะนำให้แจ้งความกับตำรวจ ผู้เสียหายจึงโทรกลับไปยังตำรวจปลอมรายเดิม และถูกหลอกให้โอนเงิน 1 ล้านบาทเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์

เมื่อผู้เสียหายไม่มีเงินจำนวนดังกล่าว มิจฉาชีพจึงให้ไปขอเงินจากผู้ปกครอง โดยอ้างว่าได้รับทุนการศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่มีเงื่อนไขต้องนำเงิน 1 ล้านบาทฝากไว้ในบัญชีเพื่อยืนยันสถานะทางการเงิน และจะคืนเงินหากตรวจสอบแล้วไม่พบความเกี่ยวข้องกับคดี

ผู้เสียหายหลงเชื่อ ขอเงินจากพ่อ 1 ล้านบาท และถูกสั่งให้ตัดขาดการติดต่อกับครอบครัว พร้อมออกไปพักอยู่เพียงลำพังที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ก่อนโอนเงิน 1 ล้านบาท เมื่อเวลา 16.04 น. จากนั้นมิจฉาชีพเปลี่ยนช่องทางติดต่อเป็นแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม” และให้โอนเงินเพิ่มอีก 5 ครั้ง ระหว่างวันที่ 7-8 กันยายน 2569 จำนวน 9,806 บาท, 590,000 บาท, 16,000 บาท, 4,830.83 บาท และ 162,831.57 บาท รวมโอน 6 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 1,783,468.50 บาท โดยเป็นเงินส่วนตัวและเงินที่หยิบยืมจากญาติ

ด้านพ่อของผู้เสียหายเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับบริษัทที่อ้างว่าเป็นผู้มอบทุน จึงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและพบว่าบริษัทมีอยู่จริง แต่ข้อมูลผู้จัดการไม่ตรงกับที่ลูกสาวแจ้ง โดยข้อมูลออนไลน์ระบุว่าเป็นผู้หญิง ขณะที่ลูกสาวระบุว่าเป็นผู้ชาย จึงพยายามทักท้วง แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อและออกจากบ้านไปจนขาดการติดต่อ

พ่อจึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 11.23 น. เพื่อขอให้ช่วยอายัดบัญชีและติดตามตัวผู้เสียหาย

ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานตำรวจ สส.2 บก.สส.ภ.1 สภ.จุฬาลงกรณ์ สภ.คลองหลวง และตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี สืบสวนจนพบว่าผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว จึงเข้าช่วยเหลือ โดยพบผู้เสียหายอยู่ในอาการหวาดกลัวและพูดจาวกวน ภายในห้องยังพบธนบัตรเก่าและเหรียญซึ่งเป็นของสะสมของผู้เป็นพ่อ รวมถึงทองคำ 3 รายการ ก่อนนำตัวไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ACSC เตือนผู้ปกครองและนักศึกษาให้ระวังมิจฉาชีพที่นำเรื่องการศึกษาต่อหรือทุนการศึกษามาใช้หลอกลวง โดยควรตรวจสอบข้อมูลกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหาเพื่อดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ไม่มีการส่งหมายจับหรือหมายเรียกทางไลน์ ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือควบคุมตัว และไม่มีการบังคับให้โอนเงินหรือนำทรัพย์สินไปตรวจสอบความบริสุทธิ์ หากพบพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์

ส่วนกรณีบุคคลอ้างเป็นเครือข่ายโทรศัพท์ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร และแจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์หรือบัญชีเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ขอให้ตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานต้นทางโดยตรง

สำหรับผู้ปกครอง หากบุตรหลานมีพฤติกรรมเก็บตัว ปลีกตัวจากครอบครัว หรือขอให้โอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาต่างประเทศ ขอให้ตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนโดยตรง หากไม่แน่ใจว่ากำลังถูกหลอกลวง ให้รีบปรึกษาสถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ทันที

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่าง ๆ โดยผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด การเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชนจึงควรคำนึงถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาดังกล่าว