ACSC เปิดสถิติ 6–12 ก.ย. 69 รับแจ้ง 5,718 คดี สูญ 297 ล้าน เตือนภัย “ย้ายคุยนอกแอป” กลลวงมิจฉาชีพ

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 6–12 กันยายน 2569 หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุม รวมถึงช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวง

ข้อมูลพบว่า ในช่วงดังกล่าวมีคดีรับแจ้งผ่าน Thaipoliceonline จำนวน 5,718 คดี มูลค่าความเสียหาย 297 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 30 สิงหาคม–5 กันยายน 2569 พบว่าจำนวนคดีลดลง 145 คดี แต่ในด้านมูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 56 ล้านบาท

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นประเภทคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด จำนวน 4,234 คดี คิดเป็น 74.0% ของคดีทั้งหมด และเป็นประเภทคดีที่สร้างความเสียหายสูงที่สุดเช่นกัน โดยมีมูลค่าความเสียหาย กว่า 96 ล้านบาท คิดเป็น 32.5% ของคดีทั้งหมด

สำหรับจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 113 คดี มูลค่าความเสียหาย 24.8 ล้านบาท, สมุทรปราการ 27 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.6 ล้านบาท และ นนทบุรี 21 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.1 ล้านบาท

เมื่อวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหาย พบว่า ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มอายุ 21–30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน

เมื่อจำแนกตามประเภทคดี พบว่ากลุ่มอายุ 21–30 ปี มีจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน ซึ่งในประเภทคดีดังกล่าวมีความเสี่ยงเท่ากันกับกลุ่มอายุ 31–40 ปี

เฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน พบคนไทยถูกส่งกลับจากกัมพูชา 66 คน

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน โดยตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ผ่าน บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา รวม 66 คน โดยทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่าถูกจัดกลุ่มให้ไปทำงานสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ตามสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ โกดังประตูสีดำ ซึ่งเป็นออฟฟิศสำหรับผู้ทำหน้าที่สแกนหน้าและเป็นห้องพัก, ตึกสีขาว 8 ชั้นในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นตึกสแกมเมอร์รูปแบบหลอกให้ซื้อสินค้า, ตึกสีขาว 7 ชั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของเว็บพนันออนไลน์ยูฟ่า 88 และสล็อตเบส, ตึกสีเขียว 5 ชั้น ซึ่งใช้พื้นที่ชั้นที่ 3 ทำงานสแกนหน้า และตึกสีขาว 1 ชั้นในปอยเปต ลักษณะเป็นห้องแถว ซึ่งยังไม่พบการทำงาน

ในจำนวนคนไทยที่ถูกส่งกลับทั้งหมด 66 คน พบว่า ยังไม่ได้ทำงาน 46 คน, ทำหน้าที่สแกนหน้า 8 คน, ทำงานเว็บพนัน 5 คน ขณะที่อีก 5 คนทำงานทั่วไป เช่น แม่บ้านและพนักงานส่งของ ส่วนอีก 1 คนทำหน้าที่สแกมเมอร์รูปแบบหลอกให้รักและขายของออนไลน์ และในเบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลกระทำความผิดอีก 1 คน ก่อนนำตัวดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 11 และความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ

อีกกรณี ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย ส.ทล.1 กก.5 บก.ทล. ร่วมกับ กก.4 บก.ปคม. และ ตม.จังหวัดกำแพงเพชร จับกุมคนไทย 1 ราย และชาวจีน 3 ราย บริเวณทางหลวงหมายเลข 1132 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร หลังผู้ต้องหาชาวไทยรับว่าจ้างให้นำพาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง โดยต้องขับรถพาชาวจีนจาก อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ไปส่งที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนถูกสกัดจับ

ผู้ต้องหาชาวจีนให้การยอมรับว่าเดินทางออกจากประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 และเดินทางต่อมายัง จ.นครสวรรค์ เพื่อรอผู้ต้องหาชาวไทยมารับไปยังปลายทาง จ.ตาก โดยจุดดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าถูกใช้เป็นทางผ่านไปยังศูนย์สแกมเมอร์ฝั่งประเทศเมียนมา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย และแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน ก่อนนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลผู้ว่าจ้างและผู้รับช่วงปลายทางอีก 2 คน

ACSC ประสานธนาคารระงับโอนเงิน 21 ราย มูลค่ากว่า 6.7 ล้านบาท

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านศูนย์ ACSC ซึ่งประสานงานร่วมกับกลุ่มธนาคาร จนนำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งสามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนเงินจะถูกโอนไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 6.7 ล้านบาท

นอกจากนี้ สามารถจับกุมได้ทั้งหมด 4 เคส ผู้ต้องหาชาวไทยจำนวน 9 ราย ตรวจยึดเงินสดทั้งหมด 2.7 ล้านบาท และทองคำหนัก 7 บาท

3 เคสสำคัญ เหยื่อเสียหายหลักล้าน

เคสแรก ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ธรรมศาลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงวัย 24 ปี หลังสืบทราบว่ากำลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยอ้างว่าผู้เสียหายมีความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า ก่อนหลอกให้แอดไลน์ที่อ้างว่าเป็นของเจ้าหน้าที่ เพื่อวิดีโอคอลสอบปากคำ ควบคุมทุกการปฏิบัติ และให้โอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงบ้านพัก พบเพียงครอบครัวของผู้เสียหาย ซึ่งระบุว่าผู้เสียหายอยู่ในพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ครอบครัวพยายามโทรศัพท์ติดต่อหลายครั้ง กระทั่งสามารถติดต่อได้และพบว่าผู้เสียหายกำลังวิดีโอคอลกับบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจ พร้อมมีเสียงพูดคุยระหว่างกัน โดยผู้เสียหายอยู่ในลักษณะขาดสติและหวาดกลัว เจ้าหน้าที่ สน.ธรรมศาลาจึงรีบบอกให้บิดาแจ้งผู้เสียหายวางสายและยุติการพูดคุยกับบุคคลดังกล่าวทันที

จากนั้นชุดสืบสวน สน.ธรรมศาลา ประสานตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ให้เข้าพบและช่วยเหลือผู้เสียหาย พร้อมแนะนำให้โทรแจ้งความที่ศูนย์ ACSC 1441 เพื่อแจ้งความและอายัดบัญชี เบื้องต้นมีมูลค่าความเสียหาย กว่า 1.7 ล้านบาท

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจ สน.ลาดพร้าว เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงวัย 51 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีม้า เมื่อไปถึงพบว่าผู้เสียหายถูกหลอกว่าได้รับสินค้าฟรี แต่ต้องโอนเงินเป็นค่าประกันเพื่อรับสินค้า เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก กลับมีบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยราชการจะเข้ามาช่วยเหลือ แต่ยังให้ผู้เสียหายโอนเงินต่อเนื่อง สุดท้ายได้รับความเสียหาย กว่า 2.5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้โทรศัพท์แจ้งความและร้องเรียนที่ศูนย์ AOC 1441 ตามขั้นตอน

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจ สน.บางเขน เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 70 ปี หลังถูกหลอกให้โอนเงิน โดยพบโฆษณาทางโซเชียลชวนทำงานรับถุงใส่กระเป๋าแบรนด์เนมมาเสนอขาย ผู้เสียหายจึงติดต่อเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามรายละเอียด ก่อนถูกชวนให้เข้าร่วมลงทุนเพื่อขายสินค้าออนไลน์เพิ่มเติม สุดท้ายสูญเงินไป กว่า 2.3 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้เข้าแจ้งความตามขั้นตอนต่อไป

ACSC เตือนภัย “ย้ายคุยนอกแอป” ระวังเข้ากลุ่มหน้าม้า

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระบุจากเคสที่เกิดขึ้นว่า ไม่ว่าจะเป็นแผนประทุษกรรมรูปแบบใด พฤติกรรมเด่นที่พบคือ การชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น เช่น Line หรือ Telegram

รูปแบบการหลอกลวงที่พบคือ มิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram แอปพลิเคชันซื้อขายสินค้า หรือแอปหาคู่ จากนั้นใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อดึงเหยื่อออกจากแพลตฟอร์มหลัก เช่น อ้างว่าเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล

แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” โดยคนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมรุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุด

ACSC จึงขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพชวน “ย้ายคุยนอกแอป” ซึ่งเป็นหลุมพรางที่พบได้บ่อยและอาจนำไปสู่ห้องแชตที่มีหน้าม้า หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์แล้วถูกชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น ขอให้ตั้งสติและอย่าหลงเชื่อ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพในการดึงเข้าสู่กลุ่มหน้าม้าเพื่อหลอกลวง

ประชาชนควรตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้าง โดยผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น การเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชนควรพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาดังกล่าว