ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ชี้ระวังกลลวง มิจฉาชีพชวนคุยนอกแอป ขณะที่ปทุมธานีนำโด่งมูลค่าเสียหายจากสแกมเมอร์สูงกว่า 16 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 7-13 มิ.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,391 คดี มูลค่าความเสียหาย 155,426,345 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มข้นจากห้วงวันที่ 30 พ.ค.- 6 มิ.ย.69 จำนวน 36 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 27,423,654 ล้านบาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า“การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด มีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,541 คดี ครองสัดส่วนถึง 84.2% ของคดีทั้งหมด และสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด มูลค่ารวมกว่า 50.6 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นระหว่างภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบรุนแรง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่
กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี
**แต่ในทางกลับกัน หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย กลับพบว่า จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด กลับเป็น ปทุมธานี ที่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 16 ล้านบาท กรุงเทพมหานคร มีมูลค่าความเสียหายกว่า 9.2 ล้านบาท นนทบุรี มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2.4 แสนบาท
ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคง พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1.คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2. คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3. คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัติการต่างๆ สามารถจับกุมขบวนการสแกมเมอร์ ได้ทั้งหมด 3 เคส มีผู้ต้องหาจำนวน 4 ราย (ชาวไทย 2 ราย และชาวเวียดนามอีก 2 ราย) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้ทั้งหมด 147,000 บาท
ขณะเดียวกัน มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 14 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 16 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 10 ล้านบาท
โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ ดังนี้





คดีที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมสร้างตนเอง จ.พิษณุโลก เข้าจับกุมต่างด้าว สัญชาติเวียดนามจำนวน 2 คน ได้แก่ Mr. Ta Trung Tung และ Mr. Le Thanh Quang หลังได้รับแจ้งจากสายลับให้เข้าตรวจสอบต่างด้าวที่ พักอาศัยอยู่ในบ้านพัก ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นของชายไทยคนหนึ่ง จากการตรวจสอบภายในบ้านพักอาศัย พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จำนวน 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง โดยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยังเปิดใช้งาน และปรากฏการสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน Zalo และ Rakuten Viber เป็นการสนทนากับหญิงสาวชาวเวียดนามจำนวนมาก โดยผู้ใช้งานมีการสร้างโปรไฟล์ปลอมหรือแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เข้าไปพูดคุยในลักษณะหลอกให้รักแล้ว ก่อนลวงให้หญิงสาวเหล่านั้นโอนเงินมาให้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวทั้ง 2 คน พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือไว้ตรวจสอบ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี รวมถึงขยายผลถึงชายไทยผู้เป็นเจ้าของบ้านพักดังกล่าวต่อไป


คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.หัวหมาก เข้าจับกุมนายพัชร ฯ อายุ 19 ปี ได้บริเวณหน้าตู้ ATM ปากซอยรามคำแหง 51/3 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
พร้อมของกลาง
- เงินสด จำนวน 107,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง
- บัตรATM จำนวน 4 ใบ
- โทรศัพท์มือถือ
- เงินสด จำนวน 500,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถ จยย.ของ นายพัชรฯ ขับขี่
- จยย.ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ สีแดง-ดำ
รวมเงินสดจำนวน 607,000 บาท
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.หัวหมาก ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบจนกระทั่งมาถึงจุดจับกุม พบ นายพัชรฯ ผู้ต้องหา ยืนกดเงินอยู่บริเวณตู้ ATM ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปากซอยรามคำแหง 51/3 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยมีท่าทางพิรุธต้องสงสัย และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รีบเดินกลับมาที่รถจักรยานยนต์ตนเองทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเข้าแสดงตัว พร้อมตรวจค้น เจอของกลางดังกล่าง จากการสอบถาม นายพัชรฯ ถึงที่มาของเงินสดและบัตรATM ผลปรากฎว่า นายพัชรฯ ไม่สามารถตอบได้ถึงที่มาของเงินสด และ บัตรATM ดังกล่าว และรับว่ายังมีเงินสดอีกจำนวน 500,000 บาท อยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ โดยนายพัชรฯ ให้การว่า ได้มีชายชาวจีนไม่ทราบชื่อสกุลจริง ได้นำบัตร ATM ทั้งหมด 4 ใบมาให้ตนไปกดเงินสด จำนวน 607,000 บาท และเมื่อได้เงินสดมา ชายชาวจีนจะมารับเงินสดไป โดยตนได้รับค่างจ้างในการกดเงินสดและนำเงินสดไปให้ ครั้งละ 1,000 บาท และชายชาวจีนได้ว่าจ้างให้ตนนำบัตรATM มากดเงินสด จำนวนหลายครั้ง ตั้งแต่เดือน เมษายน 2569 เบื้องต้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สำหรับเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ ดังนี้
เคสที่ 1 เป็นการเคสต่อเนื่องจากครั้งก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC รีบติดต่อผู้เสียหายเป็นชาย วัย 37 ปี หลังพบว่าได้ทำธุรกรรมการเงินผิดปกติและยังโอนเงินไปยังบัญชีม้า จำนวน 2 แสนบาท โดยครั้งนั้นได้เตือนผู้เสียหายถึงกลโกงมิจฉาชีพ ว่าเป็นการหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์และให้หยุดโอนเงิน แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อ และยังมีการโอนเงินไปเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นการโอนเพื่อแลกเหรียญสำหรับแทรดหุ้น ศูนย์ ACSC จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งครุ เข้าช่วยเหลือเหยื่อและหยุดการโอนเงินเพิ่มทันที ซึ่งครั้งนี้อธิบายกันนาน จนกระทั่่งผู้เสียหายยอมเชื่อและรับปากจะไม่โอนซ้ำอีก ก่อนแนะนำให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป เบื้องต้นพบมูลค่าความเสียหายกว่า 8 แสนบาท

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิง วัย 45 ปี แต่ไม่พบตัวที่บ้าน จึงได้ติดต่อเพื่อสอบถาม ทราบว่าถูกคนที่รู้จักกันผ่านแอปพลิเคชัน TINDER ชักชวนลงทุนเทรดทอง ก่อนชวนแอดไลน์เพื่อคุยรายละเอียด จากนั้นลวงให้ลงทุน และให้เงินปันผลในช่วงแรกๆ เมื่อได้ปันผล ก็หลอกให้เทรดเงินลงไปเพิ่ม จนสุดท้ายก็ไม่สามารถนำเงินปันผลออกมาได้ รวมมูลค่าเสียหายกว่า 792,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐาน และเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

เช่นเดียวกับเคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 65 ปี ที่พบการชักชวนการลงทุนซื้อขายทองผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ก่อนที่คนร้ายจะชวนไปคุยรายละเอียดต่อในไลน์ เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปลงทุนในช่วงแรกๆ ก็ได้รับเงินปันผลจริง แต่เมื่อโอนเงินไปเรื่อยๆ ก็เข้าแผนประทุษกรรมคนร้ายทันที และไม่ได้รับเงินปันผลตามที่ตกลงกันไว้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือและบอกเล่าถึงกลโกงมิจฉาชีพดังกล่าว มูลค่าความเสียหายเคสนี้ อยู่ที่ 627,000 บาท
จากเคสข้างต้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงในแผนประทุษกรรมใดก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นพฤติกรรมเด่น คือ “การชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” เช่น Line หรือ Telegram รูปแบบการหลอกลวงพบว่ามิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าและแอปหาคู่ จากนั้นจะใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก อ้างเหตุผลเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารมาคอยส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือรุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุด
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง มิจฉาชีพชวน “ย้ายคุยนอกแอป” หลุมพรางยอดฮิต สู่ห้องแชตลับที่มีแต่หน้าม้า
ดังนั้น หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์ แล้วถูกชักชวนให้ “ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” ขอให้ท่านตั้งสติ และอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพในการดึงเข้ากลุ่มหน้าม้าเพื่อหลอกลวง ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนน์ไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง




