นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีอย่างต่อเนื่องผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.สำราญฯ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6 ในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมารอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 5 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จว.สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี และล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ คือ จว.เชียงใหม่ พบว่าคนต่างด้าวจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 5 เฟส จำนวน 233 แปลง พื้นที่รวม 160 ไร่ 3 งาน 43.3 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 2,539 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 133 หมายจับ ผู้ต้องหาตามหมายจับทั้งหมด 122 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 74 คน แบ่งเป็นคนไทย 24 คน เป็นคนต่างด้าว 50 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดิน ซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้

วันนี้ (10 สิงหาคม 2569) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช. ภ.7, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต. ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช. ภ.7, พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์, นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นางรสริน สุภาพ ที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นางสาวศิริวรรณ คณะศร พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายอรัญญา รักษายนต์ จัดหางานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายชวภณ สินพูนภักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” ในพื้นที่ อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์

การปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายขับเคลื่อนตรวจสอบการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือเครือข่าย “นอมินี” ในพื้นที่ อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกตามแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนใน จว.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 3,808 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าว จำนวน 1,568 บริษัท และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จำนวน 489 บริษัท และในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่ไม่มีการประกอบธุรกิจ เพียงแต่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำนิติกรรมอำพรางการครอบครองที่ดิน จำนวน 33 บริษัท ครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 39 แปลง เนื้อที่ 24 ไร่ 3 งาน 42.80 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 300 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 33 คดี ผู้ต้องหา 84 คน เป็นคนไทย 39 คน และบุคคลต่างด้าว 45 คน พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหัวหิน ขอออกหมายค้น จำนวน 15 หมาย และหมายจับบุคคลต่างด้าว จำนวน 45 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วย สัญชาติจีน 17 คน, ฝรั่งเศส 6 คน, เนเธอร์แลนด์ 4 คน, อังกฤษ ไอริช ออสเตรเลีย สัญชาติละ 3 คน, อิตาลี เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ สัญชาติละ 2 คน, ออสเตรีย ฟิลิปปินส์ อเมริกา สัญชาติละ 1 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 14 คน ประกอบด้วย จีน และ อังกฤษ สัญชาติ ละ 4 คน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, ฟิลิปปินส์ และ อเมริกา สัญชาติ ละ 1 คน

สำหรับปฏิบัติการสำคัญที่ได้ดำเนินการใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในครั้งนี้ คือการตรวจค้นจับกุม โครงการ “เอ หัวหิน” ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวและพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์น ตั้งอยู่ที่ ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์ ราคาหลังละประมาณ 10 – 20 ล้านบาท ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทน เพื่อครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ในหมู่บ้านดังกล่าว จำนวน 6 บริษัท ดังนี้ 1.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 1 พบจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์ฯ, บริษัท บลูฯ, บริษัท โครฯ และบริษัท ฮัมมิ่งฯ และ 2.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 2 พบจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอลฯ บริษัท คริสฯ จากการสอบสวนบุคคลต่างด้าวให้การว่า ต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และได้รับคำแนะนำจากบริษัททนายความ บริษัทบัญชี ให้เปิดบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย จึงเชื่อว่าครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยถูกกฎหมาย ซึ่งบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการแต่อย่างใด สอดคล้องกับคนไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ให้การว่าเป็นการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ไม่เคยชำระค่าหุ้น ไม่เคยบริหารจัดการบริษัทใดๆ มาก่อน อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นของบริษัท การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถอำพรางการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิเช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง