ตร.ผนึกฝ่ายปกครอง จับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมตามหมายแดง Interpol พบได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ

ผบ.ตร.มอบหมาย พล.ต.อ.สำราญฯ นำกำลังตำรวจร่วมกรมการปกครอง จับ นาย ส. หรือ Mr.Zhu ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมที่จีน หลบหนีเข้าไทยนานกว่า 30 ปี ก่อนพบได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบและแจ้งทำบัตรประชาชนซ้ำ 5 ครั้ง จนนำไปสู่การออกหมายจับและดำเนินคดี

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบนโยบายและเน้นย้ำกรอบแนวคิด “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ร่วมกับคณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (DOPA N.I.C.E.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมหลบหนีการจับกุมตามหมายแดง Interpol เข้าไทยนานกว่า 30 ปี ซึ่งพบว่าได้รับสัญชาติไทยมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

วันนี้ (13 กันยายน 2569) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร., พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.สส.ภ.2, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง และหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ ร่วมปฏิบัติการจับกุม นาย ส. หรือ Mr.Zhu ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมตามหมายแดง Interpol ซึ่งหลบหนีเข้าไทยนานกว่า 30 ปี

การปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีนประสานข้อมูลผ่านกระทรวงการต่างประเทศของไทยว่า นาย ส. หรือ Mr.Zhu เป็นบุคคลตามหมายแดงของตำรวจสากล (Interpol) ในข้อหา “ฆาตกรรมโดยเจตนา” เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 1990 (พ.ศ. 2533) ณ เมืองไท่โจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทางการจีนต้องการตัว

หลังเกิดเหตุ นาย ส. หรือ Mr.Zhu หลบหนีเข้าเมืองไทย และทำบัตรประชาชนที่ อ.พบระ จ.ตาก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ก่อนจะได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาประกอบอาชีพเป็นไกด์นำเที่ยวในกรุงเทพมหานคร ก่อนย้ายมาพักอาศัยและประกอบธุรกิจในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยเปิดบริษัท 5 บริษัท มีทุนจดทะเบียนรวม 89,500,000 บาท ถือครองอสังหาริมทรัพย์รวม 6 แปลง 3 งาน 63 ตารางวา มูลค่าประมาณ 31 ล้านบาท รถยนต์ 4 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน

นาย ส. หรือ Mr.Zhu มีภรรยาเป็นคนจีน ชื่อ นาง ห. และมีบุตรฝาแฝด 2 คน อายุ 12 ปี คือ ด.ญ. ว. และ ด.ช. ว. โดยพักอาศัยอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

กรมการปกครองตรวจสอบพบว่า นาย ส. หรือ Mr.Zhu ได้รับสัญชาติไทยมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งเพิกถอนการลงรายการสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม ภายหลังพบว่า นาย ส. หรือ Mr.Zhu ได้แจ้งทำรายการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ณ สำนักงานทะเบียน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี รวม 5 ครั้ง ทั้งที่ไม่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จฯ และแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 กรมการปกครองจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ ตามหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา ที่ 509/2569 ลงวันที่ 12 กันยายน 2569

กระทั่งวันที่ 12 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.2 สืบสวนติดตามและจับกุม นาย ส. หรือ Mr.Zhu ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลสัญชาติจีน ไม่ใช่คนไทย โดยเกิดที่ จ.เจ้อเจียง เมืองหางโจว ประเทศจีน และเมื่ออายุ 30 ปี ในปี พ.ศ. 2533 เปิดร้านสนุ๊กเกอร์อยู่ที่ประเทศจีน ก่อนเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับลูกค้าและใช้อาวุธมีดแทงลูกค้า จากนั้นหลบหนีคดีมายังเขตสิบสองปันนา ก่อนมีบุคคลในพื้นที่พาข้ามแดนมาประกอบอาชีพเป็นไกด์นำเที่ยวที่ อ.พบพระ จ.ตาก

ผู้ต้องหาให้การต่อว่า มีคนชาวเผ่าพื้นที่สูงชื่อ นายหลาว พามาขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลพื้นที่สูง จนสามารถทำบัตรประชาชนครั้งแรกที่ อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อปี พ.ศ. 2544 ซึ่งนำไปสู่ความสะดวกในการทำธุรกิจและจดทะเบียนบริษัท รวมถึงทำให้บุตรทั้งสองคน ซึ่งไม่มีสิทธิได้สัญชาติไทย กลายเป็นคนไทยตามบัตรของบิดาที่เกิดจากการทุจริต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป พร้อมร่วมบูรณาการสืบสวนและบังคับใช้กฎหมายในทุกมิติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณกรมการปกครองและทุกหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการแทรกซึมของอาชญากรรมข้ามชาติ และรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาว

ทั้งนี้ หากประชาชนพบความผิดปกติหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการสวมสิทธิทางทะเบียน เช่น การจัดหาคนต่างด้าวมาทำบัตรโดยผิดปกติ เจ้าหน้าที่หรือบุคคลเรียกรับเงินเพื่อดำเนินการทางทะเบียน การใช้ชื่อบุคคลไทยถือครองธุรกิจแทนคนต่างด้าว การเปิดบัญชีจำนวนมากโดยผิดปกติ หรือการใช้เอกสารประจำตัวที่สงสัยว่าได้มาโดยมิชอบ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การดำเนินการดังกล่าวมุ่งยกระดับความมั่นคงทางทะเบียน เนื่องจากข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญของการคุ้มครองสิทธิประชาชน และเป็นด่านแรกในการป้องกันอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมสิทธิ บัญชีม้า นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ