ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รุดช่วยเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ก่อนโอนเงิน 3 เคสสำคัญ เปิดแผนคนร้ายอ้างเหยื่อได้รับทุน-พัวพันคดีฟอกเงิน-เรียกค่าไถ่
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดข้อมูลการเข้าช่วยเหลือเหยื่อ ในวันที่ 21 ม.ค.69 โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ประสานงานกับทุกภาคส่วนรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่อที่กำลังถูกมิจฉาชีพหลอกอย่างทันท่วงที มีเคสที่น่าสนใจ ดังนี้
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ บก.สส.ภ.1, สภ.คลองหลวง และกก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี เข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือชายหนุ่มวัย 19 ปี ไว้ได้ในหอพักแห่งหนึ่ง พื้นที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยชายหนุ่มคนดังกล่าวอยู่ในสภาพตกใจกลัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวและปลอบจนสงบ และอธิบายเหตุการณ์ให้ฟังว่าทั้งหมดเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ

โดยเคสดังกล่าว สืบเนื่องมาจากแม่ของชายหนุ่มวัย 19 ปีรายนี้ ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าลูกชายอาจจะถูกคนร้ายจับตัวไปเรียกค่าไถ่ โดยเมื่อวันที่ 19 ม.ค.69 ตนเองได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าลูกชายได้รับทุนแลกเปลี่ยนไปดูงานเป็นระยะเวลา 8 วัน และพยายามหลอกให้โอนเงินการันตีจำนวน 850,000 บาท แต่ผู้เสียหายยังไม่ได้โอนเงินและได้โทรศัพท์ไปสอบถามข้อเท็จจริงกับมหาวิทยาลัยที่ถูกกล่าวอ้าง เพื่อถามว่ามีทุนโครงการดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯยืนยันว่าไม่มีโครงการหรือทุนดังกล่าว จึงทราบว่าเป็นมิจฉาชีพ แต่เมื่อคนร้ายทราบว่าผู้เสียหายรู้ตัวว่าเป็นการหลอกลวง จึงเปลี่ยนรูปแบบเป็นการข่มขู่เรียกเงินจำนวน 500,000 บาท โดยส่งภาพศพมาให้ผู้เสียหายหวังสร้างความหวาดกลัว ทำให้ผู้เสียหายกังวลว่าลูกชายอาจจะได้รับอันตราย จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนไว้ จากนั้นจึงมีการประสานข้อมูลระหว่างศูนย์ ACSC และตำรวจในพื้นที่ จนทราบว่าลูกชายของผู้เสียหายพักอยู่ในหอพัก ในพื้นที่ของจ.ปทุมธานี เป็นที่มาของการเข้าช่วยเหลือดังกล่าว พร้อมนำตัวชายคนดังกล่าวมาพบผู้เป็นแม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป


เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ บก.สส.ภ.1, สภ.คลองหลวง และกก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี เข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือชายวัย 20 ปี เป็นการเร่งด่วน พบว่าปลอดภัยดี จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะอธิบายว่าสิ่งที่พบเจออยู่นั้นคือมิจฉาชีพ สำหรับเคสนี้ผู้เสียหายถูกแก๊งสแกมเมอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อมูลส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง พร้อมระบุว่าชายคนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน มิหนำซ้ำยังมีการให้แอดไลน์ เพื่อพูดคุยผ่านวิดีโอคอล ส่งเอกสารราชการปลอมเพื่อข่มขู่ให้ตกใจกลัว พร้อมทั้งยังสั่งให้ผู้เสียหายย้ายมาเช่าโรงแรม อีกทั้งให้แต่งเรื่องราวหลอกบุคคลในครอบครัวอ้างว่าตัวเองถูกลักพาตัวและเพิ่มเติมเรื่องว่าไปเล่นพนันฟุตบอลจนมีปัญหา พร้อมกำชับให้โอนเงินจำนวน 300,000 บาท ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนเจ้าหน้าที่จะติดตามช่วยเหลือไว้ได้ดังกล่าว โดยยังไม่มีการโอนเงินและผู้เสียหายยังไม่ได้รับอันตรายใดๆ

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ สภ.เขวาใหญ่ ภ.จว.มหาสารคาม เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิง อายุ 60 ปี หลังพบว่าผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์หลอกลวง โดยอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ แนะนำว่าในวันที่ 22 ม.ค.69 นี้ ให้ผู้เสียหายนำเอกสารเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการบำนาญได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาสมุดบัญชีธนาคาร ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลที่ตึกอธิการบดี พร้อมสอบถามว่าผู้เสียหายได้รับเอกสาร 7127 จากกระทรวงการคลังหรือไม่ หากยังไม่ได้รับให้ดาวน์โหลดเอกสารดังกล่าว โดยอ้างว่าจะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ช่วยกรอกข้อมูลให้ จากนั้นมิจฉาชีพได้หลอกล่อให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอนต่างๆ ต่อมาผู้เสียหายทราบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไปจำนวน 2 ล้านบาท จึงเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ผู้เสียหายได้รีบติดต่อธนาคารเพื่อขออายัดบัญชีทันที
จากการตรวจสอบพบว่าเงินจำนวนดังกล่าว ถูกโอนไปยังบัญชีของ บริษัท ไฉเฉิงเฟยหรง จำกัด ซึ่งผู้เสียหายได้โทรแจ้งสายด่วน 1441 เพื่อแจ้งความผ่านระบบออนไลน์และนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เขวาใหญ่ เพื่อให้ปากคำและดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้การช่วยเหลือแนะนำขั้นตอนทางกฎหมาย และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเร่งติดตามเส้นทางการเงินและนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยไปยังผู้ปกครอง เด็ก เยาวชน ให้เพิ่มความระมัดระวังกลโกงของมิจฉาชีพ หากพบมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สถาบันศึกษา หรือหน่วยงานทางราชการ โดยมักใช้วิธีโทรศัพท์แจ้งข้อมูลส่วนตัวได้ถูกต้อง หลอกให้เชื่อว่ามีสิทธิได้รับทุน มีคดีความ หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จากนั้นข่มขู่ สร้างความหวาดกลัว บังคับให้โอนเงิน โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจจริงจะไม่โทรศัพท์แจ้งการกระทำความผิด ไม่ส่งเอกสาร หมายจับ หมายเรียกต่างๆทางออนไลน์ ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด โดยเฉพาะหากมีการอ้างให้เรียกค่าไถ่ทิพย์ส่งไปยังผู้ปกครอง ขอให้เยาวชนรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจใกล้เคียง หรือโทรสายด่วน 1441 ทันที
เช่นเดียวกับการที่มิจฉาชีพได้โทรศัพท์หาข้าราชการบำนาญ หรือวัยเกษียณ มักอ้างว่าได้รับสิทธิพิเศษ หรือจำเป็นจะต้องแก้ไขข้อมูลเพื่อรับเงินบำนาญ ก่อนหลอกให้โหลดแอปพลิเคชันปลอม หรือเอกสารปลอม จากนั้นจะลวงให้เข้าไปแก้ไขข้อมูลหรือภาษาในแอปธนาคาร จนนำไปสู่การโอนเงินออกให้มิจฉาชีพในที่สุด ดังนั้นหากพบพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งหลงเชื่อ ขอให้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานต้นทางที่ถูกแอบอ้างก่อนดำเนินการใดๆ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ


